ประชาชนสรงน้ำพระศพพระสังฆราชเนืองแน่น

วันที่ 25 ต.ค. 2556 เวลา 16:15 น.
ประชาชนสรงน้ำพระศพพระสังฆราชเนืองแน่น
ประชาชนเดินทางมาสรงน้ำพระศพ สมเด็จพระสังฆราชที่วัดบวรฯเนืองแน่น ทางวัดจัดทำพระรูป-พระประวัติแจกเป็นที่ระลึก

เมื่อเวลา 13.00น. วันที่ 25 ต.ค.บรรยากาศที่วัดบวรนิเวศวิหารมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมสรงน้ำพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ต่อหน้าพระรูป ภายในอาคารมนุษยนาควิทยาทาน โดยภายในอาคารได้มีการประดับพระฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่ รวมทั้งทางวัดได้แจกภาพพระฉายาลักษณ์ฉลองพระชนมายุ 100 พรรษา 3 ตุลาคม 2556 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ด้านหลังเป็นพระประวัติบรรพชาและอุปสมบท และลำดับสมณศักดิ์ ให้กับประชาชนเป็นที่ระลึกด้วย

อย่างไรก็ตามประชาชนยังคงเดินทางเข้าร่วมสรงน้ำพระศพอย่างต่อเนื่อง โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางเข้าร่วมสรงน้ำพระศพด้วย

ม.ล.เกริกอิทธิ์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา วัย 65 ปี อดีตลูกศิษย์วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อ 40 ปีที่แล้ว เล่าถึงแรงบันดาลใจให้มาร่วมพิธีสักการะและรดน้ำพระรูป เพราะสมเด็จพระญาณสังวร ฯ ทรงมีพระคุณกับตัวเขา และเป็นบุคคลอันเป็นที่รักของเหล่าพระพุทธศาสนิกชน  อีกทั้ง ม.ล.เกริกอิทธิ์ ยังเคยมาเป็นลูกศิษย์ก้นกุฎิของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริยายก เมื่อปี พ.ศ. 2514 ในขณะที่ท่านมีพระยศเป็นพระศาสนโสภณ วัดบวร เจ้าอาวาส และพระราชาคณะด้วย ด้วยการถวายงานพระองค์นาน 3 ปี สมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงตั้งฉายาให้ ม.ล.เกริกอิทธิ์ ว่า  “หม่อมเกริก”

"ตอนถวายงานพระองค์ ผมก็ได้นวดท่าน ตอนผมเป็นลูกศิษย์วัดประมาณ 20 ปี ที่มาเลือกมาเป็นลูกศิษย์วัดนาน 3 ปี เพราะวัดบวรมีความผูกพันกับราชสกุลเกษมสันต์ เวลาไม่ได้ถวายงานท่านแล้ว กลับไปเยี่ยมเยียนพระองค์ก็ทรงจำได้และเรียกผมว่าหม่อมเกริก สิ่งที่ผมได้ถวายงานคือ  พระองค์เป็นผู้ที่มีจิตใจดี เอื้อเผื้อเพือแผ่ รักลูกศิษย์ เพื่อน ๆ ผมก็รับหน้าที่เป็นเลขาธิการในพระองค์ แต่ผมลาออกไปเรียนหนังสือ พระองค์สอนให้ลูกศิษย์ทำดี แม้ปัจจุบันผมยังไม่เคยผ่านการบวชเรียนแต่การสอนสั่งของพระองค์ก็เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่ดี  และเมื่อทราบข่าวว่าสมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์ก็รู้สึกใจหาย ตั้งใจจะมาร่วมงานอีกในวันสวดอภิธรรมพระศพ ผมรู้สึกโชคดีที่ได้รับใช้พระองค์"ม.ล.เกริกอิทธิ์ กล่าว

นายฉัตรชัย ธำรงพิพัฒน์ เคยบวชเรียนอยู่ที่วัดบวรเมื่อปี พ.ศ. 2540 เป็นเวลา 17 วัน และเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์พระเทพสาระวาทีซึ่งเป็นเลขาสมเด็จพระสังฆราช จึงได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชบ้างเป็นครั้งคราว หลักธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ที่ยึดถือในการดำเนินชีวิตก็คือ สัจจะความจริงของโลก มนุษย์ควรดำรงชีวิตอยู่ด้วยความศรัทธา

นางวิภาดา จันทะลือ อายุ 55 ปี ประชาชนที่เข้าร่วมสรงน้ำพระศพกล่าวว่า ขณะที่ได้ฟังแถลงการณ์ที่สมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์รู้สึกใจหาย เพราะว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาของไทย ซึ่งขณะที่ทราบข่าวก็ได้ตั้งจิตอธิฐานเพื่อเป็นกุศลแก่สมเด็จพระสังฆราชและตัวเอง

"ส่วนตัวเคารพและศรัทธาพระสังฆราชในเรื่องคำสอนมานาน ซึ่งช่วงที่สมเด็จพระสังฆราชประทับอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯก็ได้มากราบเสมอ ตั้งแต่ที่ท่านยังสามารถเดินทางออกมาภายนอกห้องประทับได้ รู้สึกชอบคำสอนของท่านเรื่อง การแยกแยะปฎิบัติผิดชอบชั่วดี ไม่ให้ยึดติดกับชีวิต รู้จักการปล่อยวาง ให้รู้ว่าความตายอยู่ใกล้กับเรา ทำให้เราไม่ใช้ชีวิตโดยประมาท ถึงขณะนี้แม้ว่าท่านจะสิ้นพระชนม์ไปแล้วก็อยากให้คนไทยนำพระธรรมคำสอนของท่านไปปรับใช้"นางวิภาดากล่าว

ขณะที่นางชนกพร ทรงเจริญศรี อายุ 60 ปี กล่าวว่า ศรัทธาในสมเด็จพระสังฆราชมานาน และที่มาร่วมพิธีในวันนี้ เพราะสมเด็จพระสังฆราชเคยเสด็จไปร่วมงานเผาบิดาตน ที่จ.สมุทรปราการ ส่วนเรื่องความประทับใจนั้น ประทับใจคำสอนของท่านทุกเรื่อง เพราะท่านเป็นพระปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ ซึ่งส่วนตัวได้นำคำสอนมาปรับใช้ตลอด ทั้งนี้ก็อยากให้คนไทยนำคำสอนของท่านมาปรับใช้

ด้านนายชาติชาย ฝันภิรมย์ อายุ 44 ปี กล่าวว่า เดินทางมาจากจ.ขอนแก่น โดยเดินทางมาถึงที่โรงพยาบาลจุฬาฯตั้งแต่เวลา 08.00 น. และได้เดินทางตามมาที่วัดบวรฯเพื่อร่วมพิธีสรงน้ำพระศพ รู้สึกเสียใจที่ท่านสิ้นพระชนม์ เพราะตนมีความศรัทธาในตัวท่าน ท่านได้มีคำสอนมากมาย ถึงแม้ว่าท่านจะสิ้นพระชนม์แล้วก็จะนำคำสอนของท่านมาปรับใช้ในชีวิตต่อไป

 นายณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ พิธีกรและผู้ประกาศข่าว ที่มารอเฝ้ารับพระศพสมเด็จพระสังฆราช ณ วัดบวรนิเวศวิหารตั้งแต่ช่วงสาย เล่าว่า หลัก ๆ ที่มากราบพระองค์ในวันนี้ เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยได้บวชเรียนที่วัดบวรราวปี 2549 และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯในวันคล้ายวันประสูติเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ณ ที่ประทับส่วนพระองค์ คณะเหลืองรังษี ร่วมกับพุทธศาสนิกชนคนอื่น ๆ ภาพที่ประทับที่เห็นเต็มไปด้วยความเรียบง่าย

"พระองค์เป็นพระสงฆ์ที่มีพระจริยวัตรสง่างาม น่าเลื่อมใส เคารพและศรัทธา แม้พระองค์อยู่ในระดับชั้นยศผู้ใหญ่แต่ท่านก็อยู่อย่างเรียบง่าย ขนาดพระมหากษัริย์ยังให้ความรักและเคารพพระองค์ เราในฐานะประชาชนก็รู้สึกเลื่อมใสในความสง่างามและคำสอนของพระองค์ไปด้วย และที่ผมเลือกบวชเรียนที่วัดบวรเพราะพระอาจารย์ที่ผมเคารพเป็นพระราชาคณะสูงรามเดชะที่วัดบวร ก็เป็นผู้บวชให้ผม ซึ่งพระอาจารย์ก็เป็นลูกศิษย์สมเด็จพระสังฆราชฯอีกชั้นหนึ่ง"

สำหรับคำสอนที่ณัฐธีร์นำมายึดเหนี่ยวจิตใจคือ ความไม่ยึดติดกับสิ่งใด ดูได้จากกุฏิที่พระองค์อยู่ก็เล็ก ๆ และเรียบง่าย ไม่ได้ตกแต่งมากมาย

"ขนาดพระศพที่เคลื่อนมาจากโรงพยาบาลจุฬาก็เป็นรถตู้ธรรมดา ซึ่งเรียบง่ายมาก ๆ ท่านอยู่สูงสุดของคณะสงฆ์ แต่ท่านยังให้ประชาชนสามารถเฝ้าได้ง่าย ๆ  ยิ่งทำให้ผมเกิดความศรัทธา แม้พระองค์จะละสังขารไปแล้ว แต่สิ่งที่พระองค์บอกกล่าวกับพระพุทธศาสนิกชนและให้ประชาชนเดินตามคือ ความซื่อสัตย์ อย่ายึดที่ตัวท่าน แต่ให้ยึดคำสั่งสอน การดำรงตนเป็นพระพุทธศาสนิกชนที่ดี"

น.ส.นกยูง ภิรมย์แก้ว อาชีพแม่บ้าน วัย 74 ปี เล่าว่า ทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระญาณสังวรฯ ตอนสามทุ่มของวันพฤหัสบดี ก็ได้ไปกราบพระศพพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาฯแล้ว และเช้านี้ก็ได้มาเฝ้ารับพระศพบริเวณด้านหน้าตำหนักเพ็ชร ภายในวัดบวรตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะรู้สึกเลื่อมใสในบุญบารมีที่มีพระชนมายุอยู่มาได้ถึง 100 พรรษา และพระจริยวัตรที่เรียบง่าย ใจดี น่าเลื่อมใสศรัทธา

"ดิฉันเคยมาใส่บาตรพระองค์บ่อย ๆ ที่วัดบวร ก่อนที่พระองค์จะประชวรมานานกว่า 10 ปีแล้ว พอรู้ว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ก็รู้สึกใจหาย พระองค์ถือเป็นพระสหายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยากให้อยู่คู่บุญกันไปนาน ๆ ก่อนหน้านี้ก็มาเฝ้าพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาอยู่บ่อย ๆ มาสวดมนต์ขอให้พระองค์หายประชวรไว ๆ ตอนนี้ยังรู้สึกใจหายเมื่อสิ้นท่านแล้ว แต่ก็จะนำคำสอนที่ดิฉันเคยฟังเทศน์ฟังธรรมว่า คนเราทำดีได้ และมนุษย์ควรไม่โลภมาก"