ชาวกระบี่แฉรุกป่าทำโคลนถล่ม

วันที่ 01 เม.ย. 2554 เวลา 17:02 น.
คำสารภาพบาปของชาวบ้าน หมู่ 7 ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่  เหตุที่โดนโคลนถล่ม เพราะตัดไม้บุกรุกป่า

พ.อ.พูลศักดิ์  คำศรี เจ้าหน้าที่ทหารจากศูนย์การสุนัขทหารกรมการทหารบก ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารประมาณ 30 นาย พร้อมสุนัขทหารจำนวน 4 ตัว พร้อมรถสะเทินน้ำสะเทินบก เข้าไปทำการค้นหาผู้สูญหายที่ยังขาดอยู่จำนวน 5 คน ในพื้นที่ดินโคลนจากเขาพนม ในพื้นที่หมู่ 7 ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ แต่การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากพื้นที่ที่จะเดินทางเข้าถึงเต็มไปด้วยโคลนที่มีความลึกมาก เจ้าหน้าที่หลายคนจมโคลน จนท้ายที่สุดรถสะเทินนำสะเทินบก ต้องติดหล่มโคลนที่มีความลึกกว่า 1 เมตรไม่สามารที่จะคืนคลานต่อเข้าไปยังที่หมายได้ เจ้าหน้าที่ทหารต้องหาทางกู้รถดังกล่าวกลับคืนแต่ยังไม่สามารถทำได้ แต่เจ้าหน้าที่ทหารที่เดินเท้าพร้อมสุนัข ยังคงเดินหน้าคนหาผู้สูญหายในรัศมีที่เกิดเหตุเบื้องต้นประมาณ 800 ตารางเมตร

เมื่อเดินทางเข้าไปถึง ผู้สื่อข่าวได้พบกับ นายจินดา  ไทยแท้ วัย 39 ปี ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 7 ที่เกิดเหตุ และได้รับบาดเจ็บที่ศรีษะ ที่ได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวมาก่อนหน้านี้ ที่วัดถ้ำโกบ โดยจินดากำลังยืนดูสภาพบ้านของเขาเองที่เหลือแต่โครงไม้เพียงบางส่วนกับ สังกะสี เข้าขุดคุ้ยอยู่สักพักเขาก็พบกับกล่องใส่เสื้อผ้าของเด็ก เขาบอกว่ามันเป็นกล่องใส่เสื้อผ้าของลูกสาวของเขาที่หายไป เขาพยายามหยิบดูด้วยอาการเศร้าๆแต่ก็ไม่ได้เก็บเสื้อผ้าไป เขาเก็บเอาแต่เพียงผ้าเช็ดหน้าของลูกสาวขึ้นมายืนกำเอาไว้ในมือจนแน่นยืนนิ่งสักพัก ก่อนที่จะเดินจากไป

นายกุ่ม แก้วเกล้า สมาชิก อบต.หน้าเขา หมู่ 7 บอกว่าตอนนี้ยังคงจะต้องค้นหาต่อไปอีก 6 คนที่ยังไม่พบ สำหรับพื้นที่ดังกล่าวคงจะอยู่อาศัยต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ตอนนี้กำลังเร่งหาทางจัดหาพื้นที่แห่งใหม่มาให้ชาวบ้านได้อยู่อาศัยไปก่อน ในเบื้อต้นตอนนี้มีความเห็นกันว่าควรจะไปทำการสร้างบ้านนอ๊กดาว ให้ชาวบ้านผู้เดือดร้อนที่อยู่อาศัยไปก่อน โยจะใช้พื้นที่โรงเรียนควรผึ้ง ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่า นายกุ่ม กล่าว

นายสำราญ เทศกิจ วัย 35 ปี ชาวบ้าน หมู่ 7 ที่ถูกโคลนถล่มจนพังพินาศไม่เหลืออะไรเลย บอกว่าโชคดีที่ในวันเกิดเหตุต้นได้พาภรรยาที่ตั้งท้องได้ 8 เดือนไปตรวจที่โรงพยาบาลเขาพนม ไม่เช่นนั้นคงจะเอาชีวิตไม่รอด  สำหรับพื้นที่ดังกล่าวไม่มีเอกสารสิทธิ์แม้แต่แปลงเดียว มันเป็นพื้นที่สปก. และ บภท.5 เท่านั้น ขอพูดตรงๆว่าสาเหตุที่มันเกิดน้ำและดินโคลนถล่มอย่างไม่เคยมีมาก่อน ที่พูดแบบนี้เพราะเป็นลูกเกิดที่นี่ สาเหตุมันก็มาจากการตัดไม้ทำลายป่าบุกรุกป่ากันอย่างไม่เคยสนใจว่ามันจะไม่มีอะไรเหลือให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้ดูได้รู้ว่าป่าที่นี่มันมีสภาพเป็นเช่นไร คนที่บุกรุกก็ไม่ใช่ใครอื่นมันก็คนในหมู่บ้านแห่งนี้นะแหละ บุกรุกเพื่อที่จะขยายพื้นที่ในการปลูกยาง ปลูกปาล์ม และเขาพากันบุกรุกมานานประมาณ 5 ปีมาแล้ว และใน 2 ปีหลังมานี้ยิ่งบุกหนักกันเข้าไปใหญ่เพราะยางมีราคาแพงมาก แต่ก่อนที่นี่ ไม่เคยขาดน้ำ แต่มา 3 ปีหลังมานี้หน้าแล้งเริ่มขาดน้ำกันและ ที่สำคัญ ในพื้นที่มันจะมีคนอยู่สามกลุ่ม ที่เป็นคนมีสตางค์ ที่มีการบุกรุกหนัก สามกลุ่มนี้จะทำการแปลรูปไม้ขาย และที่เจ้าหน้าที่ไม่จับกุมก็เพราะเขามีเงิน การตัดหรือแปลรูปก็ใช้เลื่อยยนต์ที่ได้รับการตกแต่งมาไม่มีเสียงดัง แต่ที่สำคัญเบื้องหลังก็ยังมีคนมีสี ร่วมขบวนการ และเจ้าหน้าที่ป่าไม้บางคน นอกจากนี้ยังจะมีคนจากต่างอำเภออีกกลุ่มหนึ่งที่บุกรุกบนยอกเขารายนี้เขาเรียกกันว่าสารวัตร เขาว่าเป็นตรวจแต่ไม่รู้ชื่ออะไร สำหรับคน 3 กลุ่มในพื้นที่ผมจะไม่ขอบอกว่าเป็นกลุ่มไหนบ้าง มันบุกรุกกันแม้แต่ป่าที่ชาวบ้านรวมตัวกันถวายให้เป็นป่าเฉลิมพระเกียติร ทุกวันนี้แทบไม่มีเหลือเลย เหตุการณ์ครั้งนี้มันบ่งบอกว่าธรรมชาติต้องการที่จะเขาคืน เจ้าป่าเจ้าเขาที่นี้เขาลงโทษหมด ผมเป็นสิ่งที่ชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่ควรจะจดจำถึงผลของการทำลายป่าทำร้ายธรรมชาติ ในที่สุดธรรมชาติก็กลับมาทำร้ายบ้าง

เมื่อถามว่าในสมัยเด็กพื้นที่ป่าแถบนี้เป็นเช่นไร สำราญ บอกว่า มันอุดมสมบูรณ์มาก อย่าว่าแต่ตอนเด็กๆเลย เมื่อสิบปีที่แล้วมันก็มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่านี้หลายเท่า แต่เมื่อมันเป็นเช่นนี้คงต้องหาที่อยู่ใหม่ สำหรับอาชีพก็คงอยากที่จะทำสวนยางอยู่ต่อไป ตอนนี้คงจะต้องหางานอะไรทำไปก่อน สวนยางที่พอเหลืออยู่บ้างก็คงพอที่จะกรีดได้ อีกส่วนที่ปลูกมาได้ 8 ปีแล้วจะกรีดได้ในปีนี้ก็ไม่มีเหลือเลย สำหรับที่อยู่ยังไม่รู้แต่อยากที่จะให้ทางรัฐบาลช่วยจัดหาที่อยู่ให้ใหม่ที่ไม่ไกลมากนัก


นางเอี่ยม  แสงสี วัย 68 ปี ชาวบ้านหมู่ 2 ที่โดนโคลนถล่มเช่นกัน บอกว่า ป้าเกิดที่ นี่อยู่ที่นี่ไม่เคยไปไหน แต่ก่อนมีแต่ป่าหนาแน่นเต็มไปหมด แม้แต่ตรงวัดถ้ำโกบ แห่งนี้ ก็ยังเป็นป่า แต่อยู่ไปๆ ก็มีการหักร้างถางพง เอาพื้นที่เป็นที่อยู่และทำสวน ทำไร่กัน จนลึกเข้าไปถึงเขาต้นน้ำที่เกิดเหตุนั่นแหละ บนนั้น จะมีน้ำใหลลงจากเขามาสามสายเป็นสายเล็กๆ และไหลงลงสู่คลองผ่านลงมาจนถึงวัดถ้ำโกบน้ำไม่เคยขาด ตามาหลังๆไม่ค่อยมีน้ำเหมือนเก่าแล้ว

 เมื่อถามว่าปัจจุบันยังมีการบุกรุกมากน้อยแค่ไหน ป้าเอี่ยม บอกว่า ไม่ขอพูด พูดไปก็ไม่ดี แต่ยืนยันได้ว่าเมื่อก่อน มันเป็นป่าทึบ ตอนนี้บ้านพังยังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหนเลย

นายคำแหง  สังข์โรจน์ อายุ 51 ปี บอกว่า ทำสวนยางและปาล์มรวม 28 ไร่ ทำมานานประมาณ 15 ปี แต่ตอนนี้ไม่เหลือเลยแม้แต่ไร่เดียว อยากจะทำอาชีพอื่นเหมือนกัน แต่ไม่มีเงินทุน อยากที่จะย้ายไปอยู่ที่อื่น แต่รัฐบาลจะต้องช่วยจัดหาให้เราทั้งกลุ่ม เพราะพื้นที่เดิมเขาไม่ให้เข้าไปอยู่แล้ว อยากให้รัฐจัดให้ครอบครัวละ 10-15 ไร จากนั้นผมคงจะไม่ขอทำสวนยางแล้ว ผมขอเดินตามรอยในหลวง ทำแบบเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการปลูกพืชผักและเลี้ยงปลา อายุมันสั้นได้เงินไว ทำสวนยางต้องใช้เวลา 8 ปีถึงจะมีรายได้ แต่การเดินตามรอยเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกทุกอย่างที่กินได้ใว้ในไร่ในสวนมันจะดีที่สุด

เมื่อถามถึงการบุกรุกป่าที่หมู่ 7 ที่เขาอยู่  คำแหง บอกว่า ต้องสารภาพว่ามันมีอยู่จริงและมากอีกด้วย ชาวบ้านบุกเองก็ไม่น้อย แต่ที่สำคัญมันมีการบุกรุกแล้วทำการแปลรูปไม้กันจากกลุ่มนายทุน ทั้งในและนอกพื้นที่จริง จนทำให้ป่าที่มีอยู่รับน้ำไม่ไหว เพราะป่าเหลือน้อย ในขณะที่ยางไม่รับน้ำ น้ำจึงเซาะลงไปใต้ดินบนเขามากจนในที่สุดมันก็ทนไม่ไหวพงลงมา ผมจะไม่พูดมาก เพราะเรารอดจากเหตุการณ์โคลนถล่มมาแล้ว แต่พูดมากอาจจะตายทีหลังได้ คำแหงบอก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการเดินทางตามทหารชุดค้นหาผู้เสียชีวิตเข้าไป พบว่าสองข้างทางเป็นป่าที่ขึ้นข้างมีความชื้นสูงเนื่องจากมีมอสและเฟิร์นขึ้น หลายแห่งเป็นเขาสลับไปมาแต่ส่วนใหญ่ถูกโค่นล้มต้นไม้ลงจนกลายเป็นภูเขาหัวโล้น บางลูกก็ถูกปลูกยางและปาล์ม ทดแทนต้นไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติจนเต็มไปทั้งลูกเขาเลยทีเดียว