"บิ๊กโจ๊ก"รับปากพ่อแม่เด็กเหยื่อค้ามนุษย์ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องถึงที่สุด 

วันที่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 18:13 น.
"บิ๊กโจ๊ก"รับปากพ่อแม่เด็กเหยื่อค้ามนุษย์ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องถึงที่สุด 
สุราษฎร์ธานี-"บิ๊กโจ๊ก"ลงพื้นที่ตามคดีค้ามนุษย์รายใหญ่หลังจับผู้ต้องหาได้ 30 ราย พร้อมให้กำลังใจผู้ปกครองผู้เสียหายทั้ง 9 ราย ยันคดีคืบหน้าไปมาก ปรามถ้าญาติเหยื่อรับเงินผู้เสียหายจะเข้าข่ายสนับสนุนขบวนการค้ามนุษย์

ความคืบหน้าการจับกุมผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ของ (ศพดส.ตร) ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย.2564 ถึงปัจจุบัน ศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งสิ้น 42 หมาย ผู้ต้องหาทั้งหมด 30 คน จับกุมได้ 41 หมาย คงเหลือ 1 หมาย ผู้ต้องหา 1 คน โดยมีผู้ต้องหาบางส่วนได้รับการประกันตัวไปต่อสู้คดี และนายแสงโรจน์ หรืออ้วน กาญจนะ อายุ 48 ปี บุตรชาย อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานีรวมอยู่ด้วย

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะรอง ผอ.ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศพดส.ตร) เดินทางลงพื้นที่ติดตามการขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องในคดี โดยมี พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ รอง ผบช.ภ.8 พล.ต.ต.สาธิต พลพินิจ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี พ.ต.อ.กิตติพงษ์ ทองทิพย์ รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ในฐานะหน.ชุดปฎิบัติการ ศพดส.ตร ภาค 8 และ หัวหน้าชุดปฎิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดต่อเด็กทางอินเทอร์เนต ภาค 8 ร่วมประชุมกับคณะทำงานคลี่คลายคดีและเชิญเจ้าหน้าที่ยุติธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสุราษฎร์ธานีร่วมหารือ ณ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ได้พบปะพูดคุยกับผู้ปกครองผู้เสียหายทั้ง 9 ราย ว่า จะให้สำนักงานยุติธรรมจังหวัดและพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ดำเนินการในเรื่องขั้นตอนการเยียวยาในฐานะเป็นผู้เสียหาย ไม่ต้องให้ผู้ปกครองต้องมาเดินเรื่อง ในส่วนการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาไม่มีใครสามารถแทรกแซงได้ การจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทั้ง 42 หมาย จำนวน 30 ราย เป็นแม่เล้า 8 ราย เป็นผู้เสียทั้งหมด 9 รายอยู่ในความคุ้มครองสิทธิ์ 5 ราย

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ได้ยื่นขอให้ศาลไต่สวนพยานล่วงหน้า เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยงล่าช้าจะมีผลกระทบต่อคดี โดยขณะนี้สำนวนการสอบสวนผู้ต้องหามีความคืบหน้าไปมากแล้ว เพียงรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์ และแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย คาดว่าจะส่งสำนวนฟ้องต่อพนักงานอัยการให้พิจารณาสั่งฟ้องได้ภายใน 30 วัน เชื่อว่า ผู้ต้องหาและผู้กระทำผิด ในการสอบสวนขยายผลเชื่อว่าเราจะสามารถจับกุมผู้กระทำผิดที่มี น.ส.น้ำเป็นแม่เล้าในขบวนการค้ามนุษย์ได้ แต่การสืบสวนได้พบเบาะแสผู้ค้ารายอื่นอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล

“ การเชิญผู้ปกครองผู้เสียหายมาในวันนี้เพื่อทำความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงกำชับในข้อกฎหมายที่มี พบมีผู้ต้องหาหลายรายมีความพยายามจ่ายเป็นค่าเสียหายให้กับผู้ปกครองของเหยื่อ หากพบผู้ปกครองไปรับเงินจะเข้าข่ายสนับสนุนขบวนการค้ามนุษย์ด้วย การรับเงินเยียวยาจะต้องรับจากหน่วยงานราชการเท่านั้น ส่วนสำนวนคดีความผิดข้าราชการ มาตร 157 จะเร่งสรุปสำนวนสอบสวนส่ง ป.ป.ช.ภายในสัปดาห์นี้ให้ ป.ป.ช.พิจารณาจะรับดำเนินหรือไม่ ” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าว

ขณะเดียวกัน นายนิวัตร์ โฮ้เต้กิม แกนนำกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ และคณะได้มอบช่อดอกไม้ให้กับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ และ น.ส.อัจฉรา สุระกุล หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวสุราษฎร์ธานี ให้การคุ้มครองดูแลเด็กที่เป็นผู้เสียหาย

นายนิวัตร์ กล่าวว่า ขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ติดตามจับกุม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อบริการเด็กและขอให้ดำเนินการตามกฏหมายในขั้นเด็ดขาดด้วย ที่ผ่านมายอมรับว่าเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการขายบริการทางเพศอยู่เป็นช่วงๆ แต่การทำงานของเรายังไม่สามารถช่วยเหลือหรือดึงเด็กออกมาได้ เมื่อมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชัดเจน ก็ขอให้เจ้าหน้าที่มาตรการทางกฏหมายอย่างเด็ดขาด ขณะนี้ไม่ตัดสินใจใครถูกหรือผิด แต่อยากให้มีการตรวจสอบ คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบอย่างตรงไปตรงมาเราพร้อมที่จะปกป้องข้าราชการที่ทำงานตรงไปตรงมา เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน

บ่ายวันเดียวกัน นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พม.) พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานการคุ้มครองสวัสดิภาพกลุ่มเป้าหมายของสถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (บ้านศรีสุราษฏร์) และบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสุราษฏร์ธานี และร่วมประชุมกับส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายจุติ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า การเดินทางมาที่ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อมาดูและสังเกตุว่ามีอะไรเป็นช่องโหว่ ได้คุยกับเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง นอกเหนือจากที่คณะทำงานที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ลงพื้นที่มาก่อนแล้วเพื่อให้การทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นไปด้วยความเรียบ อยากจะยืนยันว่ากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็จะทำอย่างเต็มที่เพื่อถอนรากถอนโคนธุรกิจการค้ามนุษย์ในประเทศไทย

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองแต่อาจจะเกี่ยวกับระหว่างประเทศที่ต้องสร้างภาพลักษณ์ และให้ความชัดเจน ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว เมื่อคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงได้สรุปเบื้องต้น ก็จะดูว่าในส่วนของผู้ที่มีชื่อเป็นส่วนเกี่ยวข้องมีข้อเท็จจริงอย่างไรต่อไป แต่อยากให้ความมั่นใจให้กับคนทำงาน ทั้งตำรวจ และองค์กรประชาชน ว่า พม.ทำงานอย่างจริงจัง ในด้านคดีไม่ได้เดินทางไปพบพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หรือ ส่งเอกสารหนังสืออะไรไป แต่ฝากสื่อบอกผ่านทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องการให้ทาง พม.ตรวจสอบข้อมูลด้านใดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อคดี ก็จะทำเต็มที่ ” นายจุติ กล่าว