เชียงใหม่เจอโควิดอีก193รายสั่งปิดสถานที่เสี่ยง6แห่งในหลายอำเภอ

วันที่ 25 พ.ย. 2564 เวลา 14:27 น.
เชียงใหม่เจอโควิดอีก193รายสั่งปิดสถานที่เสี่ยง6แห่งในหลายอำเภอ
เชียงใหม่-พบมีผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่เพิ่ม 193 รายตายอีก 2 ศพ ขณะที่ทางจังหวัดสั่งปิดสถานที่เสี่ยงเพิ่มอีก 6 แห่งในหลายอำเภอ 14 วัน หลังพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ รายงานสถานการณ์โควิดประจำวันพบมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 193 ราย ติดเชื้อสะสม 25,365 ราย อยู่ระหว่างคัดกรอง 98 ราย รักษาอยู่ในโรงพยาบาล 3,532 ราย รักษาหาย 21,617 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย รวม สะสม 118 ราย

ด้าน นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดเชียงใหม่ ได้ลงนามคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ โดยสั่งปิดสถานที่เสี่ยงอีกเพิ่มอีก 6 แห่ง เป็นระยะเวลา 14 วัน หลังพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน

ทั้งนี้ ให้ปิดบ้านพักนักกีฬา VL Academy หมู่ที่ 7 ต.หนองผึ้ง อ.สารภี และหอพักมีบุญ หมู่ที่ 6 บ้านสันมะเกี๋ยง ต.สำราญราษฎร์ อ.ดอยสะเก็ด ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย.ถึงวันที่ 6 ธ.ค. 2564 ,หอพักนายตั๋น สายแปง หมู่ที่ 3 ต.สันผักหวาน อ.หางดง ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย. ถึงวันที่ 1 ธ.ค.2564 ,หอพักนางบุญศรี สืบสายแปง หมู่ที่ 3 ต.สันผักหวาน อ.หางดง ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย. ถึงวันที่ 5 ธ.ค.2564 ,ที่พักคนงานของ นายสอน เทพปัญญา หมู่ที่ 8 ต.บ้านแหวน และบริษัท เชียงใหม่ริมดอย จำกัด หมู่ที่ 4 ต.หนองควาย อ.หางดง ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย. ถึงวันที่ 7 ธ.ค. 2564 เพื่อให้การควบคุมและป้องกันโรคในพื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม ให้ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงทุกรายเข้ารับการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 หากผลตรวจเป็นลบให้กักตนเอง (Home Quarantine) เป็นเวลา 14 วัน ส่วนกลุ่มเสี่ยงต่ำให้คุมไว้สังเกตอาการ เป็นเวลา 14 วัน และปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่อย่างเคร่งครัดพร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ งดการเดินทางเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าวโดยไม่มีเหตุจำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค พร้อมให้นายอำเภอแต่ละอำเภอ ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคอำเภอฯ กำกับและควบคุมการปฏิบัติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558