รพ.สุราษฎร์ฯ ควักจ่าย1.5ล้านบาท-เสียใจรถพยาบาลทับผู้บริจาคโลหิตเสียชีวิต

วันที่ 17 ก.ย. 2564 เวลา 18:22 น.
รพ.สุราษฎร์ฯ ควักจ่าย1.5ล้านบาท-เสียใจรถพยาบาลทับผู้บริจาคโลหิตเสียชีวิต
สุราษฎร์ธานี- รพ.สุราษฎร์ธานีเจรจาช่วยเหลือญาตินับตั้งแต่วันแรก หลังรถพยาบาลทับผู้บริจาคโลหิตดับ ยันคนขับเป็นจนท.ไม่เคยอ้างเป็นกู้ภัย

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.64 ที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี นายแพทย์ศักดิ์ชัย ตั้งจิตวิทยา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี พร้อมนายแพทย์สมศักดิ์ นิลพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี และตัวแทนจากบริษัทกรุงเทพประกันภัย ร่วมแถลงข่าวกรณีเหตุเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีขับรถพยาบาลที่ใช้รับส่งผู้ป่วยโควิด-19 ทับ น.ส.เสาวณีย์ อรชร อายุ 36 ปี ผู้บริจาคโลหิตให้กับโรงพยาบาลเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13ก.ย.64 เวลา 11.00 น.

นายแพทย์สมศักดิ์ กล่าวว่า ขณะผู้เสียชีวิตบริจาคโลหิตเสร็จได้เดินออกจากตึกบริจาคเลือด ระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่ขับรถตู้ฉุกเฉินรับส่งผู้ป่วยขับมาที่ด้านหลังอาคารได้ขับถอยหลังออกมาชนผู้เสียชีวิตขณะเดินหันหลังให้กับรถซึ่งเป็นจุดอับ ประกอบกับมีเครื่องจักรทำงานเสียงดังอาจทำให้ไม่ได้ยินเสียงรถจนทับร่างเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถขาหัก และถูกทับที่ศีรษะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องใช้อุปกรณ์ยกรถและใช้ความพยายามช่วยทำ CPR กว่า 30 นาที แต่ไม่ตอบสนองและเสียชีวิตในเวลาต่อมาจึงแจ้งญาติให้รับทราบ พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เข้าพื้นที่เก็บรายละเอียดดำเนินการตามกฎหมาย

ต่อมาวันที่ 14 ก.ย.มีการพูดคุยเรื่องการเยียวยากับแม่และพี่ชาย ของผู้เสียชีวิตโดยเงินเยียวยาใช้เงินประกันที่โรงพยาบาลจ่ายเพิ่มเติมจำนวน 1,500,000 บาท ก่อนจะตกลงทำสัญญารับเงินเยียวยาพร้อมดำเนินการอำนวยความสะดวกส่งร่างผู้เสียชีวิตไปบำเพ็ญกุศลศพที่บ้านเกิดจ.นครศรีธรรมราช และเตรียมจะไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพวันที่18 ก.ย.นี้ พร้อมมอบเงินเยียวยาเบื้องต้น จำนวน 20,000 บาทและเตรียมอำนวยความสะดวกให้กับการรักษาตัวของพ่อของผู้เสียชีวิตมารักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีด้วย

ด้านนายแพทย์ศักดิ์ชัย กล่าวว่าขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขอแสดงความเสียใจกับทุกคนที่สูญเสีย ที่ไม่ได้มีการแถลงข่าวก่อนหน้านี้ เนื่องจากเป็นความสูญเสียที่ส่งผลกระทบถึงจิตใจของญาติผู้เสียชีวิต และพนักงานขับรถที่ไม่ได้ต้องการให้เกิดเหตุจนทำให้เกิดการเสียชีวิตเช่นนี้ แต่หลังจากมีการให้ข้อมูลในสื่อสังคมโซเชียล จนเกิดการเข้าใจผิดในสังคม ทางโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีขอยืนยันว่า ได้ติดต่อรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกได้ประสานและเจรจาพูดคุยข้อตกลงชดใช้กับทายาทโดยชอบธรรมคือแม่แล้ว และประสานทางประกันภัยให้เร่งดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาให้กับญาติโดยเร็ว

“รถยนต์ของราชการส่วนใหญ่ไม่มีระบบประกันภัย แต่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีก็ต้องหาเงินมาทำเพื่อให้ได้สิทธิ์การคุ้มครองในกรณีเกิดอุบัติเหตุ และในส่วนของอนาคตได้หารือกับแผนกดูแลความปลอดภัยภายในสถานที่ จัดระบบการรับ-ส่งผู้ป่วย รวมถึงขั้นตอนอื่นๆในโรงพยาบาลเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุให้มากที่สุดไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ “นายแพทย์ศักดิ์ชัย กล่าว

ส่วนพนักงานขับรถของโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลไม่เคยปฏิเสธว่าเป็นบุคลากรของทางโรงพยาบาล ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นอาสากู้ภัยและทำงานด้วยความขยันขันแข็งเป็นที่รักใคร่ของผู้ร่วมงาน และมีความสามารถในการช่วยเหลือผู้ป่วยด้วย ซึ่งขณะนี้เองก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก รวมถึงแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคนล้วนเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต

ส่วนความคืบหน้าของคดีได้ประสาน พ.ต.ท.ศุภชัย ศรีสมโภชน์ สว.สอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เจ้าของคดี แจ้งว่าขณะนี้ได้แจ้งข้อหากับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีแล้ว

ด้านนายสุธีรวัชร์ เจริญวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ยุติธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ประสานแม่ผู้เสียชีวิตและนายวิจารย์ สมัยสงฆ์ ญาติเพื่อแสดงความเสียใจ และให้กำลังใจ รวมทั้งอธิบายหลักเกณฑ์ที่ทายาทจะมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา และอธิบายกฎหมายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับคดี และสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และประกันภัยภาคสมัครใจ

ทั้งนี้ หากทายาทผู้เสียหายไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทนจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และประกันภัยภาคสมัครใจ ทายาทผู้เสียหาย มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาในฐานะเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติค่าตอบแทนฯ กรณีความผิดต่อชีวิต คือค่าตอบแทนกรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ให้จ่ายตั้งแต่ 30,000 บาท และค่าค่าจัดการศพ 25,000 บาทด้วย