โคราชเพิ่มมาตรการคุมโควิด ห้ามรวมกลุ่มสังสรรค์ งดออกนอกบ้าน

วันที่ 19 ก.ค. 2564 เวลา 12:14 น.
โคราชเพิ่มมาตรการคุมโควิด ห้ามรวมกลุ่มสังสรรค์ งดออกนอกบ้าน
โคราชยกระดับมาตรการคุมโควิด-19 สั่งห้ามรวมกลุ่มสังสรรค์ ตั้งวงดื่มเหล้าในบ้าน ให้งดออกนอกเคหสถานเวลา 3ทุ่มถึงตี4

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 64 นายศักดิ์สิทธิ์ สกุลลิขเรศสีมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นพ.วิญญู จันทร์เนตร รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดฯ ร่วมเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด พร้อมแถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

ล่าสุดวันนี้ พบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่จำนวน 142 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย เป็นผู้ป่วยลำดับที่ 2,620 เพศชาย อายุ 50 ปี ชาว ต.เมืองนาท อ.ขามสะแกแสง ซึ่งมีโรคประจำตัวคือเบาหวาน มีประวัติเดินทางมาจาก กทม. วันที่ 16 ก.ค. 64 เข้ามารักษาที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา แต่อาการทรุดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 64 เวลา 08.00 น. รวมมีผู้ป่วยสะสม 3,136 ราย รักษาหาย 1,340 ราย รักษาอยู่ 1,760 ราย รวมมีผู้เสียชีวิต 36 ราย

ส่วนสถานการณ์ผู้ป่วยใน รพ.สนาม ภายในสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ขณะนี้ ที่อาคารชาติชายฮอลล์ มีผู้ป่วย 89 เตียง อาคารลิปตพัลลภ ฮอลล์ มีผู้ป่วย 132 เตียง รวม 2 แห่ง มีผู้ป่วย 221 เตียง เหลือเตียงว่าง 31 เตียง ซึ่งได้เตรียมเพิ่มเตียงภายใน รพ.สนาม อีก 50 เตียง รองรับผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มาจาก กทม.และปริมณฑล ที่ขณะนี้มียอดเดินทางกลับมารักษาที่ จ.นครราชสีมา แล้ว จำนวน 562 ราย

ด้านนายศักดิ์สิทธิ์ สกุลลิขเรศสีมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า หลังจากที่ ศบค.มีการเพิ่มมาตรการควบคุมการระบาดในพื้นที่เสี่ยง คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดฯ จึงมีมติในที่ประชุมเพื่อปรับเพิ่มมาตรการเช่นกัน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค และรับมือประชาชนที่คาดว่า จะเข้ามายังพื้นที่มากขึ้น โดยเริ่มใช้มาตรการตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.64 – 2 ส.ค.64 กำหนดให้ร้านอาหาร ซุปเปอร์มาเก็ต ตลาด ร้านสะดวกซื้อ ปิดเวลา 21.00น รวมทั้ง งดจำหน่าย/ดื่มสุราในร้าน และในพื้นที่บ้าน อาคาร หอพัก ห้ามรวมกลุ่มดื่มสุราเช่นกัน

ส่วนร้านตัดผม แต่งผม คลินิกเสริมความงาม ศูนย์พระเครื่อง ให้ปิดชั่วคราว , โรงแรม งดการจัดประชุม-สัมมนาเด็ดขาด ในส่วนการงดออกจากเคหะสถาน ได้ปรับเป็นเวลา 21.00 น. - 04.00 น.