มติศบค.ไฟเขียวเปิดเกาะสมุย-พะงัน-เต่าเร็วขึ้นเป็น15ก.ค.64

วันที่ 18 มิ.ย. 2564 เวลา 20:01 น.
มติศบค.ไฟเขียวเปิดเกาะสมุย-พะงัน-เต่าเร็วขึ้นเป็น15ก.ค.64
สุราษฎร์ธานี-ศบค.ไฟเขียวเปิดเกาะสมุย-พะงัน-เต่าเร็วขึ้นเป็น15ก.ค.64 ตามแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวใน 120 วันโดยไม่ต้องกักตัว

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2564 ที่ห้องประชุมศูนย์ปฎิบัติการจังหวัด ศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมนายศักดาพร รัตนสุภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และนายอำเภอเกาะสมุย นายอำเภอเกาะพะงัน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกาะสมุย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกาะพะงัน ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานเกาะสมุย ได้ประชุมทางไกลคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)ที่มีพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล และมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมทางไกล

ทั้งนี้ มีวาระเกี่ยวกับข้อกำหนดสำหรับการดำเนินการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวนำร่องในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และจ.สุราษฎร์ธานี ที่เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ตามแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวใน 120 วันโดยไม่ต้องกักตัวของนายกรัฐมนตรี

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ได้นำเสนอแผนโดยเริ่มจากการเปิดเมืองในพื้นที่นำร่องเร็วขึ้นประกอบด้วย ที่จังหวัดภูเก็ต เริ่มวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ที่เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันที่ 15 กรกฎาคม จาก จ.ภูเก็ตจึงจะขยายไปยังพื้นที่เกาะพีพี เกาะไหง ไร่เล จ.กระบี่ และเขาหลัก เกาะยาว จ.พังงา ในเดือนสิงหาคม

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยได้ จะต้องเป็นกลุ่มที่มาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและปานกลางตามที่ ศบค. กำหนดและ ททท.เลือก จะต้องฉีดวัคซีนโควิดครบโดสตามกำหนดมีความเสี่ยงต่ำในการแพร่กระจายเชื้อโรค และจะต้องมีผลการตรวจโควิดภายใน 72 ชั่วโมง เมื่อเดินทางถึงพื้นที่จะต้องใช้รถที่จัดไว้ให้เท่านั้นและพักในที่พักมาตร SHA+มีการตรวจหาเชื้อโควิดอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามการเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้ามายังแหล่งท่องเที่ยวเกาะสมุย เกาะพะงันและเกาะเต่า ดังกล่าว ผู้เกี่ยวข้องคาดว่าจะส่งผลให้เกิดการจ้างงานและมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเกิดผลดีเชื่อว่าจะมีการขยายมาตรการต่างๆเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการผลดีต่อเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวโดยภาพรวมของประเทศ ซึ่งจะมีการนำข้อสรุปจากการประชุมครั้งนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในสัปดาห์หน้าต่อไป