ฉีดวัคซีนครบ2โดส-มีใบรับรองไปเที่ยวเกาะสมุยได้ไม่ต้องกักตัว14วัน

วันที่ 07 มิ.ย. 2564 เวลา 20:48 น.
ฉีดวัคซีนครบ2โดส-มีใบรับรองไปเที่ยวเกาะสมุยได้ไม่ต้องกักตัว14วัน
สุราษฎร์ธานี-เกาะสมุยเตรียมเปิดรับท่องเที่ยวฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มหรือมีใบตรวจไม่พบเชื้อ 72 ชั่วโมงไม่ต้องกัก 14 วันแล้ว 

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มีหนังสือด่วนที่สุดที่ สฎ 0018.1/ว 3739 ลงวันที่ 7 มิ.ย.64 พร้อมคำสั่งจังหวัด สุราษฎร์ธานี ที่ 3652/2564 เรื่อง มาตรการเร่งด่วนในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ฉบับที่ 46) เฉพาะพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ระบุว่า ปัจจุบันพบว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีแนวโน้มสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับ ประกอบกับในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย มีประชาชนทั่วไป เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ และผู้ที่ทำงานภาคบริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว รวมถึงผู้สูงอายุที่มีอายุเกินกว่า 60 ปี ได้รับวัคซีนโควิด-19 อย่างทั่วถึงพอสมควร อันจะนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ในระยะเวลาอันใกล้ ทำให้อัตราความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในพื้นที่ลดน้อยลง อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการเฉพาะพื้นที่อำเภอเกาะสมุยเพื่อรองรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว ต่อไป

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของประเทศตามนโยบายของรัฐบาล และเพื่อให้การระงับ ยับยั้ง การแพร่ระบาดของโรคเป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้ง เพื่อเป็นการวางมาตรการรองรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบตามจำนวนโดสเรียบร้อยแล้วให้สามารถเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศได้ และเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่น   และแรงจูงใจให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนได้เข้ามารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างทั่วถึงและเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ จึงมีคำสั่งให้ใช้มาตรการการคัดกรองผู้เดินทางเข้าพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ดังต่อไปนี้

พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ  

พื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) ได้แก่ กาญจนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ตาก นครปฐม นครศรีธรรมราช นราธิวาส ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ยะลา ระนอง ระยอง ราชบุรี สงขลา และสมุทรสาคร เมื่อเดินทางเข้ามาพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ให้ใช้ มาตรการกักกันตัว ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในอำเภอเกาะสมุยหรือจนครบ 14 วัน แล้วแต่กรณี ยกเว้นกรณีดังต่อไปนี้ ให้ใช้ มาตรการแยกตัว ดังนี้

(1) กรณีมีผลรับรองการตรวจหาเชื้อฯ ได้แก่ บุคคลผู้เดินทางเข้ามา  ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ที่มีผลตรวจเชื้อฯ ด้วยวิธี Real-time PCR (RT-PCR) ภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ซึ่งได้แสดงเอกสารใบรับรองแพทย์หรือเอกสารผลการตรวจเชื้อดังกล่าวซึ่งออกโดยโรงพยาบาลหรือหน่วยงาน  ที่กระทรวงสาธารณสุขรับรองต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคที่ประจำอยู่ ณ จุดตรวจแล้ว และผลตรวจไม่พบว่ามีการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) 

(2) กรณีได้รับวัคซีน ครบ 2 เข็ม ได้แก่ บุคคลผู้เดินทางเข้ามาในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย เป็นผู้ได้รับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครบจำนวน 2 เข็ม หรือครบโดสตามจำนวนวัคซีนแต่ละชนิด และได้แสดงเอกสารรับรองซึ่งออกโดยโรงพยาบาลหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย ตามรูปแบบและวิธีการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคที่ประจำอยู่ ณ จุดตรวจ ว่าเป็นผู้ได้รับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครบจำนวน 2 เข็ม หรือครบโดสตามจำนวนวัคซีนแต่ละชนิดแล้วแต่กรณี ในกรณีที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคประเมินแล้วเห็นว่าบุคคลที่ได้รับวัคซีนดังกล่าวข้างต้น ยังมีความเสี่ยงสูงหรือสงสัยว่าอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จะสั่งให้บุคคลผู้เดินทางเข้ามาดังกล่าวทำการตรวจหาเชื้อฯ ตามวิธีการที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคกำหนด ก็ได้  

กรณีเป็นผู้มีความเสี่ยงสูง และได้รับการตรวจหาเชื้อฯ ณ จุดตรวจ และผลการตรวจไม่พบเชื้อฯ ได้แก่ ในกรณีที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคเห็นว่าบุคคลผู้เดินทางเข้าพื้นที่อำเภอเกาะสมุย เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือสงสัยว่าอาจติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคสั่งให้ผู้นั้นทำการตรวจหาเชื้อฯ ด้วยวิธี Real-time PCR (RT-PCR) หรือ COVID-19 Ag Rapid Test ก่อนเดินทางเข้าพื้นที่ฯ ซึ่งหากผลการตรวจเชื้อฯ ไม่พบว่ามีการติดเชื้อฯ ให้สามารถเดินทางเข้าพื้นที่ฯ ได้ โดยใช้มาตรการแยกตัว”

ทั้งนี้ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ เป็นความผิดตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีความผิดตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายนนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง