ชายวัยชราเลี้ยงวัวไม่มีมือถือถูกสวมสิทธิ์ทุจริตเที่ยวด้วยกัน

วันที่ 10 ก.พ. 2564 เวลา 13:31 น.
ชายวัยชราเลี้ยงวัวไม่มีมือถือถูกสวมสิทธิ์ทุจริตเที่ยวด้วยกัน
สงขลา-ตำรวจเรียกสอบผู้มีชื่อเข้าพักโรงแรมทุจริตโครงการเราเที่ยวด้วยกันพบคนเลี้ยงวัวไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มือถือถูกลวงโดนสวมสิทธิ์ด้วยบางรายเที่ยวนอนกินฟรีจริงแค่3วัน2คืน แต่โรงแรมใช้สิทธิ์ตามโควต้า 10 วันเต็ม

พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีแสง ผกก. สภ.คอหงส์ จ.สงขลา ได้เรียกผู้ที่มีชื่อใช้สิทธ์โครงการเราเที่ยวด้วยกัน และเข้าพักในโรงแรมที่พบการทุจริตมาสอบสวนจำนวน 7 คนซึ่งมีผู้มาเข้าพบ และให้ปากคำแล้ว4 คน มีภูมิลำเนาอยู่ ต.น้ำน้อย และต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดย3 คน มีชื่อเข้าพักที่โรงแรมณัฐชญารีสอร์ ที่ จ.ชัยภูมิ ส่วนอีกคนมีชื่อเข้าพักในโรงแรมที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต

จากการสอบถามชายอายุ 43 ปี และพี่สาวอายุ 53 ปี ซึ่งทำงานโรงงานที่เดียวกันให้การว่าได้รับการติดต่อจากเจ๊ปาล์มให้ไปเที่ยวในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน แต่ตนไม่ได้ไป เจ๊ปาล์มขอให้ส่งบัตรประชาชนไปให้ทางไลน์และโอนเงินมาให้ 400 บาทแทน ส่วนพี่สาวยังไม่ได้เงินเพราะไม่ได้รับสิทธิ์โครงการนี้ แต่ไม่ได้ไปเที่ยวจริง กระทั่งมีหมายเรียกจากตำรวจให้มาพบพนักงานสอบสวน เพราะมีชื่อปรากฏอยู่ในโรงแรมที่ถูกจับทุจริตโครงการนี้

ขณะที่ชายอายุ 76 ปี กล่าวว่า มีอาชีพเลี้ยงวัวไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มือถือ แต่ก็มีชื่อไปเที่ยวที่โรงแรมณัฐชญารีสอร์ท ซึ่งไม่ทราบว่าถูกสวมสิทธิ์ได้อย่างไร แต่อาจเป็นไปได้ว่าเคยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ไม่ได้รับสิทธิ์ เพราะมีประกันสังคมรวมทั้งเคยถ่ายบัตรประชาชนค้ำประกันรถให้ลูกชายไปครั้งหนึ่ง แต่ยืนยันว่าไม่เคยส่งบัตรประชาชนตัวจริงให้ใคร ส่วนหญิงสาวอีกคน ที่มาให้ปากคำบอกว่าได้รับการติดต่อจากโรงแรมแห่งหนึ่งที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต ให้ไปเที่ยวฟรี 2 คืน 3 วัน เที่ยวฟรีกินฟรีทุกอย่าง แต่ทางโรงแรมได้ลงเช็คอินใช้สิทธิ์เข้าพักเต็ม 10 คืน เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำทั้ง 4 คนไว้เป็นพยานในคดีนี้ เพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายผู้ที่ทุจริตโครงการนี้ โดยนำชื่อไปหลอกใช้สิทธิ์เพื่อรับส่วนต่างแต่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์จริง

ด้าน พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ เปิดเผยว่า เฉพาะพื้นที่ สภ.คอหงส์ มีรายชื่อผู้ที่ไปใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งโรงแรม ที่พบการทุจริตจำนวน 7 ราย และทยอยเรียกมาให้ปากคำเพื่อเป็นพยาน โดยแยกออกเป็น3 เคส คือกรณีที่ถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ์ กรณีที่ให้บัตรประชาชนแลกกับค่าตอบแทน และกรณีที่ไปเที่ยวจริงแต่พักแค่ 2 คืน 3วันแต่ถูกทางโรงแรมสวมสิทธิ์ 10 วัน เต็มตามโควตาโดยไม่ได้พักจริง ซึ่งพนักงานสอบสวน จะเร่งสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อสาวไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการนี้ ส่วนพื้นที่ จ.สงขลา ทราบว่ามีผู้มีชื่อเข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และไปพักในโรงแรมที่มีการทุจริตนับร้อยคน

สำหรับกรณีของโรงแรมณัญชญา ที่ จ.ชัยภูมิ พบว่าลงทะเบียนเป็นรีสอร์ทขนาดเล็ก มีห้องพักทั้งหมด 10 ห้อง นับตั้งแต่เดือน ก.ค. 63 ถึงปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิโครงการจำนวน 9,263 ราย ยอดจองห้องพัก 92,028 ห้อง เฉลี่ย 1,000-3,000 ห้อง / วัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และยังพบว่ากว่าร้อยละ 99 ของการจองห้องพัก 1 คน จะจอง 10 ห้องเต็มทุกครั้ง และเวลาในการเช็คอินและเช็คเอาท์ทับซ้อนไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้ยังพบว่าคูปอง ที่ได้รับหลังจากเช็คอินห้องพักที่ใช้สำหรับสแกนจ่ายกับร้านค้าที่เข้าโครงการมียอดการใช้จ่ายที่สูงกว่าปกติรวมมูลค่าความเสียหายในส่วนของโรงแรมณัฐชญา รีสอร์ท รวม 14,000,000 บาท และร้านค้าที่ร่วมกระทำผิดจำนวน 101 ร้าน ความเสียหายประมาณรวม 87,000,000 บาท.