เมื่อวัฒนธรรมไทยถูก “สิทธิตามกฎหมาย” ไล่ล่า

วันที่ 30 ส.ค. 2563 เวลา 09:19 น.
เมื่อวัฒนธรรมไทยถูก “สิทธิตามกฎหมาย” ไล่ล่า
โดย อุทัย มณี            

******************

ผู้เขียนเติบโตมาในยุคที่ถูกสอนให้เชื่อในเรื่อง “บุญและกรรม” ถูกสอนให้มีความ “อ่อนน้อมถ่อมตน” และทั้งถูกสอนให้มีความ “กตัญญูรู้คุณต่อผู้มีบุญคุณและประเทศชาติ” โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เปรียบเสมือนหัวหน้าครอบครัวของแผ่นดินที่ดูแลครอบครัวมาอันยาวนาน 800 กว่าปี โดยมีสถาบันศาสนาคือหลักธรรมในพุทธศาสนา คอยเป็นเครื่องประคับประคองในด้านพฤติกรรมให้อยู่ในครรลองครองธรรมที่เราเรียกว่า “ทศพิธราชธรรม”

ทั้งถูกสอนให้เชื่อว่าและเราก็เชื่ออย่างภาคภูมิใจว่า พระมหากษัตริย์ของเรา คือ สมมติเทพ และเป็นพระโพธิสัตว์ ที่พระองค์ทรงจุติลงเมื่อเพื่อบำเพ็ญพระบารมีในการที่ก้าวสู่ความเป็น พระพุทธเจ้าในอนาคต นี้คือความเชื่อของคนในยุคผู้เขียนและทุกวันนี้ผู้เขียนก็ยังเชื่อแบบนี้

ทั้งเมื่อมาเรียนหนังสืออ่านไตรภูมิพระร่วง ความเชื่อเรื่องบุญกรรม เรื่องเหล่านี้ก็ตอกย้ำมา ประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี สถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อเกื้อกูล สถาบันพระพุทธศาสนา และการเกื้อกูลนี้ มิใช่สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันพระพุทธศาสนาก็เกื้อกูลด้วย ที่เห็นได้ชัดคือ ผ่านคำสอน ให้ประชาชนจงรักภักดี ให้ประชาชนมีความกตัญญูกตเวทีในฐานะผู้มีส่วนสำคัญในการกอบกู้แผ่นดินนี้ ร่วมกับประชาชน รวมทั้งความเชื่อเรื่องสมมติเทพ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น

สมัยเป็นเด็กนักเรียน เจอครูต้องยกมือไหว้ พบพระต้องก้มหัวกราบ เดินผ่านหน้าผู้ใหญ่ต้องก้มหัวเดิน ไม่พูดจาก้าวร้าวใส่ผู้หลักผู้ใหญ่ วัฒนธรรมดีงามแบบนี้เด็กเมืองแทบไม่มีให้เห็น

แต่เมื่อเห็นปรากฎการณ์กลุ่มนักศึกษาและเด็กที่ออกมาตอนนี้ ความเชื่ออย่างที่ผู้เขียนเชื่อ ถูกลดถอนด้วยคำว่า “สิทธิ” เข้ามาแทนที่ ความคิดกลายเป็นคนสองวัยสองอารมณ์ “กำลังปะทะกัน”

วัฒนธรรมแบบพุทธ วัฒนธรรมแบบไทย กำลังถูกท้าทายด้วยคำว่า “สิทธิ” กำลังท้าทายด้วยกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ความภาคภูมิใจในประเทศชาติที่เรามีสถาบันหลักที่พวกเราควรภาคภูมิใจ “กำลังถูกท้าทาย”

วัฒนธรรมไทยถูกครอบงำด้วยคำว่า “สิทธิ” แทบหมดไปจากแผ่นดิน ส่วนหนึ่งพวกเราในฐานะผู้ใหญ่ต้องยอมรับว่า “พวกเราในฐานะผู้ใหญ่ มีส่วนสำคัญไปน้อย” ที่ไปทำลายวัฒนธรรมโดยเฉพาะ “การใช้วาจาก้าวร้าว” การใช้วาจาไม่ให้ความเคารพผู้เห็นต่าง “ผ่านเวทีการเมือง”

พูดตรง ๆ ก็คือ “การเมืองไทย ได้ทำลายรากเหง้าของความเป็นไทย” แทบหมดสิ้น จึงไม่แปลกใจว่า นักศึกษาและเยาวชน ทุกวันนี้ จึงมีพฤติกรรมเลียนแบบสิ่งที่พวกเขาเคยเห็น เคยได้ยินและรับรู้

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากไม่รีบกอบกู้เรื่องวัฒนธรรม เรื่องความเชื่อ เรื่องความศรัทธา และรวมทั้งเรื่องในความภาคภูมิใจในความเป็นไทยแบบที่ผู้เขียนเคยถูกสอนให้เชื่อ อนาคตข้างหน้าคำว่า สิทธิ จะมาแทน วัฒนธรรม แบบที่เราเคยเชื่อและเคยรับรู้ทั้งหมด

เมื่อคำว่า สิทธิ มีมากเกินไป ครูห้ามตีเด็ก พ่อแม่ห้ามตีลูก เมื่อสิทธิกลายเป็นสากล พฤติกรรมเลียนแบบก็จะกลายเป็น สิ่งถูกต้องไป วัฒนธรรมไทยและความเชื่อไทยก็ จะกลายเป็นสิ่งล้าหลัง..เมื่อนั้นการควบคุม จิตวิญญาณ ความเป็นไทย ก็จะ ถูกทำลาย ด้วยคำว่าสิทธิ

สถาบันหลักของชาติ ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันสงฆ์ ที่คงอยู่ด้วย ความเชื่อและความศรัทธา ก็จะถูกบันทอนลง ผู้มีส่วนในการนำประเทศไทยไปสู่ ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน จึงต้อง..เร่งหาทางออก

เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้แล...

          

บทความแนะนำ