อนุกก.คทช.เพชรบูรณ์ชงปลดล็อคโรงแรมรุกป่า-ที่สาธารณะ-สปก.

วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 11:23 น.
อนุกก.คทช.เพชรบูรณ์ชงปลดล็อคโรงแรมรุกป่า-ที่สาธารณะ-สปก.
เพชรบูรณ์-อนุกก.คทช.เพชรบูรณ์ชงปลดล็อคโรงแรมกว่า 1,000 แห่งรุกป่า-ที่สาธารณะ-สปก.ใช้ม.16 พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ อ้างหากจับกุมดำเนินคดีทำให้ยุ่งยากและไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจสังคม

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.62 การประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์(คทช.จังหวัด) โดยมีนายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นประธาน ได้มีการหยิบยกเรื่องการรวบรวมข้อเท็จจริง สภาพปัญหาและแนวทางแก้ไข การประกอบธุรกิจโรงแรมหรือธุรกิจสถานที่พักตามกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ.2551 ที่ไม่สามารถดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) ตามคำสั่ง คสช.ที่ 6/2562 ขึ้นมาพิจารณา

ผลปรากฎว่าที่ประชุมมีมติเห็นควรนำเสนอคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) พิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ความเห็นชอบ ให้กรมป่าไม้สามารถพิจารณาอนุญาตให้ผู้ประกอบการโรงแรมหรือรีสอร์ทที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้ ที่ได้มาจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม คำสั่ง คสช.ที่ 6/2562 วันที่ 12 มิถุนายน 2561 และมายื่นขออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือพื้นที่ป่าไม้ ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยดำเนินการทำนองเดียวกับราษฎรที่ได้รับการแก้ไขเรื่องที่อยู่อาศัยและทำกินตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมเห็นควรให้ใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศในปีที่ใกล้เคียง ในการตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิการถือครองที่ดินเช่นเดียวกับราษฏร ในการนี้กำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตต้องปฏิบัติตามระเบียบ กฎกระทรวง ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559

สำหรับจำนวนโรงแรมที่มาจดแจ้งในเบื้องต้นและเห็นควรนำเสนอต่อ คทช.ได้แก่ อ.เขาค้อ 457 แห่ง, อ.หล่มเก่า 150 แห่ง, อ.หล่มสัก 5 แห่ง, อ.น้ำหนาว 18 แห่ง, อ.วังโป่ง 2 แห่ง, อ.ชนแดน 2 แห่ง, อ.บึงสามพัน 6 แห่ง, อ.เมือง 30 แห่ง โดยนายสืบศักดิ์ได้กำชับให้ทุกอำเภอตรวจสอบว่าโรงแรมดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ชนิดใดภายในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ หลังมีการรายงานว่าโรงแรมรีสอร์ทเหล่านี้อยู่ในเขตพื้นที่ป่า, ที่ดินสาธารณะประโยชน์, เขตห้ามล่าฯ, สปก. โดยให้แยกประเภทให้ชัดเจน นอกจากนี้ยังเห็นควรให้ทำหนังสือแจ้งหน่วยงานต่างๆ เพื่อทราบและพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ ประธาน คทช.ผ่านเลขานุการ คทช., อธิบดีกรมป่าไม้, อธิบดีกรมปกครอง, อธิบดีอัยการภาค 6, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6

ขณะเดียวกันที่ประชุมยังเห็นควรให้ดำเนินการในส่วนกลุ่มผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดแจ้ง โดยให้ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.และกฎหมาย ให้อำเภอดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายโดยด่วน และในกรณีที่ตรวจสอบแล้วไม่พบผู้ประกอบการหรือเจ้าของ ให้ทำการตรวจยึดจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ กฎหมายว่าด้วยป่าไม้, กฎหมายโรงแรม, กฎหมายควบคุมอาคารโดยเคร่งครัดทุกราย

ข่าวแจ้งว่า นายเวทิน พุ่มอินทร์ ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด(ทสจ.)เพชรบูรณ์ ให้เหตุผลถึงการนำเสนอตามแนวทางดังกล่าวว่า ในการแจ้งการครอบครองตามคำสั่ง คสช.ที่ 6/2562 หากดำเนินการบังคับใช้กฎหมายก็คงจะยุ่งยากและขึ้นศาลกันสนุกสนาน เนื่องจากการไปรื้อถอนและการไปจับกุมไม่เกิดผลดี จริงๆแล้วรัฐบาลให้ความสำค้ญจึงเป็นที่มาของคำสั่ง คสช.ที่ 6/2562 แนวทางจะต้องให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ได้ใช้สิทธิและเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยหรือก่อสร้างดำเนินธุรกิจต่อไปได้ จากการตรวจสอบแล้วเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้กฎหมายป่าสงวนฯ

นายเวทินกล่าวด้วยว่า จึงเห็นสมควรเสนอต่อ คทช.เพื่อให้ครม.เห็นชอบ โดยให้กรมป่าไม้อนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทอยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้และได้มาจดแจ้งคำสั่งที่ 6/2562 และมายื่นคำขอเพื่อขอใช้ทำประโยชน์ ให้กรมป่าไม้สามารถพิจารณาให้ได้ซึ่งกรณีทั่วไปการเข้าทำประโยชน์ในเขตพื้นที่ป่าก่อนได้รับอนุญาตต้องถูกจับกุมดำเนินคดีและบังคับคดีเรียบร้อยถึงจะสามารถยื่นได้ แต่ตอนนี้ถ้าจับกุมดำเนินคดีก่อนก็คือการรื้อ ซึ่งคงไม่จำเป็นใช้เหตุผลถึงครม.แต่อย่างใด เพราะจับเรียบร้อยรื้อเสร็จแล้วมาขออนุญาตสร้างใหม่ ไม่สมเหตุสมผลกับเกิดความสูญเสียทั้งทางเศรษฐกิจสังคม รวมทั้งผลกระทบต่อประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต