พัทลุงเล็งพัฒนานาทะเลสาปเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ให้ถ่ายรูป

  • วันที่ 26 มิ.ย. 2562 เวลา 10:32 น.

พัทลุงเล็งพัฒนานาทะเลสาปเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ให้ถ่ายรูป

พัทลุง-นาทะเลสาปแห่งแรกของไทยบนพื้นที่800ไร่ปลูกข้าวสายพันธุ์กข. 55/หอมราชินี ผู้ว่าฯเล็งพัฒนาเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูป

นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง นายพงศ์เทพ ประทุมสุวรรณ นายอำเภอเมืองพัทลุง ลงพื้นที่บริเวณริมทะเลสาบสงขลาฝั่งจังหวัดพัทลุง หมู่ที่ 8 ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง เพื่อร่วมดำนากับชาวบ้านริมทะเลสาบสงขลา ซึ่งวิถีทำนาในทะเลสาบหนึ่งเดียวของประเทศไทย โดยชาวประมงริมทะเลสาบสงขลา ฝั่ง จ.พัทลุง ส่วนใหญ่มีอาชีพหลักการออกเรือหาปลา เพราะบ้านเรือนตั้งอยู่ริมทะเลสาบสงขลา

จึงคิดค้นหาวิธีการเพาะปลูกพืชริมทะเลสาบ เพื่อให้มีผลผลิตเลี้ยงครอบครัวมาตั้งแต่บรรพบุรุษ การคิดค้นการทำนาข้าวในทะเลสาบ โดยใช้พื้นที่ริมชายฝั่งทะเลสาบที่ทอดยาวตามแนวชายฝั่งประมาณ 10 กม. มาทำการเพาะปลูก โดยแต่ละปีจะทำนาข้าวได้เพียงครั้งเดียว ตั้งแต่ช่วงเริ่มปักดำมิถุนายน และเก็บเกี่ยวเดือนกันยายนของทุกปีซึ่งปีนี้เป็นปีที่ท้องทะเลสาบบริเวณดังกล่าว มีความอุดมสมบรูณ์มากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา จึงได้ทำนาข้าวในทะเลสาบตามแนวชายฝั่งกว่า 6 กม. แต่ละแปลง จะทำนาจากชายฝั่งลงไปในทะเลประมาณไม่กว่า 30 เมตร

นางหนูคลาย หยูทอง อายุ 66 ปี ชาวประมงทำนาข้าวทะเลสาบสงขลา เปิดเผยว่า ได้ทำนาข้าวบริเวณนี้บนพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ มานานกว่า 40 ปี และยังมีเพื่อนบ้านอีกจำนวนหลายครัวเรือน รวมพื้นที่กว่า 800 ไร่

“จะเริ่มปักดำตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน และเก็บเกี่ยวผลผลิต ในช่วงปลายเดือนกันยายนของทุกปี ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง”นางหนูคลอย กล่าว

ทั้งนี้ เหตุผลที่เลือกทำนาในช่วงเวลานี้ เป็นเพราะน้ำในทะเลสาบจะเป็นน้ำกร่อย และเป็นช่วงน้ำลงมากที่สุด หากเกินช่วงเวลาดังกล่าว จะไม่ได้ผลผลิต เพราะน้ำทะเล จะหนุนสูงท่วมต้นข้าวเสียหาย

สำหรับเพาะปลูกข้าวที่นี่ ต้องหาพันธุ์ข้าว ที่ลำต้นแข็งแรง มีรากลึก และต้นข้าวเมื่อเจริญเติบโตแล้วต้องมีความสูง และสามารถต้านทานกับสภาพแรงลมและคลื่นขนาดเล็กที่ซัดเข้าหาฝั่งได้ ดังนั้นชาวบ้านจึงนิยมใช้พันธุ์ข้าว กข. 55 และพันธุ์ข้าวหอมราชินี หลังจากเตรียมพื้นที่แล้ว ก็จะนำต้นกล้าที่เพาะได้ความสูงประมาณ 40-45 เซนติเมตร ไปปักดำโดยใช้ต้นกล้า 5-6 ต้นต่อหนึ่งกอ ปักดำให้ลึกประมาณ 10 – 15ซม.เพื่อให้มีความแข็งแรงต่อคลื่นขนาดเล็ก ขณะรักษาไม่ยุ่งยากและไม่ต้องเงินในการซื้อปุ๋ย เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้ มีตะกอนแร่ธาตุจากธรรมชาติ ไหลมาทับถมอยู่แล้วและยังมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา ตามการขึ้นลงของน้ำในทะเลสาบ จึงได้รับผลผลิตเต็มที่ และเมื่อต้นข้าวเจริญเติบโตแล้ว ยังกลายเป็นแหล่งอาศัยของ กุ้ง หอย ปู ปลา ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นผลพลอยได้อีกทอดหนึ่ง

นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า การทำนานที่นี่ไม่ต้องใช้ทุนลงทุนใช้เพียงแรง และยังเป็นอีกมุมหนึ่งของการท่องเที่ยววิถีชุมชนริมทะเลสาบสงขลา ฝั่ง จ.พัทลุง ที่เหมาะให้นักท่องเที่ยวได้มาเรียนรู้และถ่ายภาพมุมสวย ในวิถียามเช้าของชายฝั่งทะเลสาบ บ้านปากประ ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง

“นอกจากนี้ทาง จ.พัทลุง จะสนับสนุนส่งเสริมวิถีชีวิตการทำนาในทะเลสาบ ของชาวประมงให้สืบต่อไป” นายกูเกียรติ กล่าว.

เครดิตภาพ/สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพัทลุง

ข่าวอื่นๆ