มหันตภัยน้ำท่วมโลก...อีก20ปีกทม.จมบาดาล

วันที่ 10 พ.ย. 2553 เวลา 20:03 น.
ทุกวันนี้น้ำทะเลสูงระดับขึ้นประมาณ 20 ซ.ม.แล้ว หากไปดูที่บางขุนเทียนจะเห็นวัดที่เมื่อก่อนเคยอยู่ชายทะเลแต่ทุกวันนี้กลายเป็นเกาะและมีแนวเสาไฟฟ้าปักอยู่กลางทะเล.....

โดย...วิทยา ปะระมะ

ในห้วงเวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมาภัยพิบัติธรรมชาติจู่โจมมนุษยชาติบ่อยครั้งมากขึ้นจนเห็นได้ชัดไม่ว่าจะเป็นพายุเฮอริเคน น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดที่เกิดขึ้นทั่วโลก บางคนอาจคิดเล่นๆเชื่อมโยงกับภาพยนตร์เรื่อง 2012 วันสิ้นโลกว่าธรรมชาติกำลังเอาคืนมนุษย์เข้าให้แล้ว บ้างก็บอกว่าอาจจะเป็นการปรับสมดุลย์เฮือกสุดท้ายก่อนจะโดนมนุษย์ทำลายล้างไปมากกว่านี้

แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็ฟ้องตัวมันเองอยู่แล้วว่าภัยพิบัติทั้งหลายแหล่หนีไม่พ้นสาเหตุจากเงื้อมมือมนุษย์นั่นเอง

วันที่ 10 พ.ย. นายอาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา วิศวกรไทยผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบชิ้นส่วนขาและชิ้นส่วนระบบลงจอดของยานอวกาศไวกิ้งบนดาวอังคาร บรรยายพิเศษในหัวข้อ “มหันตภัย น้ำท่วมโลก” ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกอันเกิดจากสภาวะโลกร้อนและแนวทางเตรียมรับมือสำหรับประเทศไทย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาออกมาพูดเรื่องนี้และสิ่งที่พูดก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ฟังว่าจะเชื่อหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นคนไทยให้หันมาใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

อาจองกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกอันเกิดจากภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกต้องคิดอย่างจริงจังเพราะมีโลกแค่ใบเดียว และถ้าเราใช้ทรัพยากรอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้จะต้องมีโลก 1 ใบครึ่งถึงจะมีทรัพยากรเพียงพอแก่การรองรับมนุษย์และถ้าใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยจะต้องมีโลก 5 ใบถึงจะเพียงพอ

“ทุกวันนี้ป่าไม้ถูกทำลายจนเกือบหมด อย่างเช่นประเทศไทยตอนผมเป็นเด็กมีเนื้อที่ป่า 80% ของประเทศ มีประชากร 18 ล้านคน แต่ทุกวันนี้เรามีป่าไม้ไม่ถึง 20% ของพื้นที่ประเทศขณะที่ประชากรเพิ่มขึ้นมากกว่า 60 ล้านคน ทรัพยากรจึงถูกใช้มากตามไปด้วย”นายอาจองกล่าว

ด้วยกิจกรรมของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์จำนวนมหาศาลทำให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยตลอด 30 ปีที่ผ่านมาพบว่าอุณหภูมิโลกสูงขึ้นทุกปีไม่มีลด โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส แต่ที่ขั้วโลกทั้งเหนือและใต้อุณหภูมิสูงขึ้น 4 องศาเซลเซียสทำให้น้ำแข็งละลายปริมาณน้ำทะเลสูงขึ้น โดยเฉพาะที่เกาะกรีนแลนด์พบว่าน้ำแข็งละลายเยอะมาก

“แค่น้ำแข็งที่เกาะกรีนแลนด์ละลายหมดเพียงที่เดียวจะทำให้น้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นถึง 6 -7 เมตร ซึ่งสำหรับประเทศไทยแล้วถ้าน้ำทะเลสูงขึ้น 7 เมตรจะทำให้กทม.และจังหวัดภาคกลางประกอบด้วย สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นนทบุรี ปทุมธานีและอยุธยาจมน้ำหายไปจากแผนที่อย่างแน่นอน ส่วนจังหวัดที่แผ่นดินจะหายไปครึ่งหนึ่งคืออ่างทอง นครนายก นครปฐม ลพบุรีและสระบุรี ข้าวก็จะแพงขึ้นเพราะพื้นที่ภาคกลางเป็นแหล่งผลิตข้าวรายใหญ่ของโลกจมน้ำทะเลไปหมด”นายอาจองกล่าว

ที่สำคัญช่วงที่ภาคกลางจะจมน้ำทะเลไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอย่างที่คิด ทุกวันนี้น้ำทะเลสูงระดับขึ้นประมาณ 20 ซ.ม.แล้ว หากไปดูที่บางขุนเทียนจะเห็นวัดที่เมื่อก่อนเคยอยู่ชายทะเลแต่ทุกวันนี้กลายเป็นเกาะและมีแนวเสาไฟฟ้าปักอยู่กลางทะเล

อาจองคาดว่าจะใช้เวลาเพียง 20 ปีจากปัจจุบันเท่านั้นเพราะนอกจากก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์จากกิจกรรมของมนุษย์แล้ว ขั้วโลกเหนือทุกวันนี้ยังมีการระเหยของก๊าซมีเทนซึ่งมีประสิทธิภาพให้โลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ถึง 4 เท่ามาเป็นปัจจัยเร่ง

ภาพเปรียบเทียบ วัดขุนสมุทรจีน จ.สมุทรสาครในอดีตที่ยังไม่ถูกน้ำท่วม กับปัจจุบันที่ถูกน้ำท่วมจนไม่เหลือพื้นดินหน้าวัดอีกแล้ว

“ผมคิดว่าในอีก 7 ปีเราจะเริ่มเห็นสัญญาณแล้วว่าอยู่กรุงเทพฯไม่ได้ เช่นอาจมีรถติดมากขึ้นเพราะพื้นที่ถนนจมน้ำไปมาก ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยอีกประการคือการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกซึ่งกำลังชนปะทะกัน จะทำให้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้งขึ้น” นายอาจองกล่าว

ที่น่ากลัวคือการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่จะเกิดอีกหลายครั้งแน่นอนเพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่เพราะทุกวันนี้แผ่นเปลือกโลกกำลังชนกันตลอดเวลา ถ้าอยู่ฝั่งอ่าวไทยจุดแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นแถวๆประเทศฟิลิปปินส์จะมีเวลาเตรียมตัวรับมือ 16 ชม. แต่ถ้าเกิดฝั่งทะเลอันดามันจะอันตรายมากเพราะมีเวลารับมือแค่ 3 ชม.เท่านั้น

ส่วนแนวทางรับมือนั้น อาจองให้ความเห็นว่าทำได้ 2 วิธีคือ 1.ทำเขื่อนกั้นน้ำทะเลแบบเดียวกับประเทศเนเธอร์แลนด์ตลอดแนวอ่าวไทยจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไปจนถึงสัตหีบ แต่วิธีนี้ไม่ทันการณ์เสียแล้วเพราะต้องใช้เวลาและงบประมาณในการก่อสร้างแต่น้ำทะเลจะสูงขึ้นเสียก่อน

วิธีที่ 2.คือการย้ายเมืองหลวงไปในพื้นที่ที่เหมาะสมซึ่งจะต้องอยู่สูงกว่าน้ำทะเล 100 เมตรและไม่อยู่แนวในรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลก

พิจารณาแล้วพื้นที่ๆเหมาะสมมี 4 จังหวัดคือ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์และมหาสารคาม ส่วนภาคเหนือสร้างไม่ได้เนื่องจากมีหลายจังหวัดอยู่ในรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลก

ประเทศไทยเป็นเมืองลำดับที่ 5 ที่จะจมน้ำทะเลจากการเตือนขององค์การสหประชาชาติ เขาเตือนมาแล้วแต่เราไม่เคยฟัง ผมก็เคยไปพูดให้รัฐสภาฟังแต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น อยากจะบอกว่าการย้ายเมืองหลวงไม่ใช่ทำกันง่ายๆต้องใช้เวลาเป็นสิบปี ถ้าจะทำต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ตอนนี้ไม่เช่นนั้นจะไม่ทันการณ์ ดูอย่างเนเธอร์แลนด์เขาวางแผนกันแล้วว่าเขื่อนคงกั้นน้ำไม่ไหวเลยทดลองก่อสร้างบ้านกันบนแพแล้ว แต่นักการเมืองบ้านเราเห็นแต่ประโยชน์เฉพาะหน้าถ้าบอกว่าย้ายเมืองหลวงคนอีสานอาจชอบแต่คนกรุงเทพคงไม่เลือกเป็นส.ส. หรือบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนเป็นหมื่นล้านก็คงไม่ชอบเหมือนกัน”นายอาจองกล่าว

ส่วนคนที่อยู่ภาคเหนือหรือคิดจะอพยพไปอยู่ภาคเหนือก็ยังไม่ต้องตกใจแต่อย่างใดเพราะแม้จะอยู่ในแนวแผ่นเปลือกโลกแต่คาดว่าแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรงเหมือนประเทศอื่นๆ ฉะนั้นเวลาสร้างบ้านขอให้สร้างเพื่อรองรับแผ่นดินไหวที่ 6 ริกเตอร์ก็น่าจะเพียงพอกับการอยู่อาศัยแล้ว

อาจองทิ้งท้ายว่าในที่สุดแล้วทุกคนบนโลกก็ต้องช่วยกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ให้น้อยลงเพื่อหยุดหรือชะลอการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดให้ช้าที่สุด

ไม่เช่นนั้นอนาคตของมนุษย์คงต้องอพยพไปอยู่บนดาวอังคารแน่นอน....