ตร.ลุยเกาะเต่าพิสูจน์สาวอังกฤษถูกข่มขืนจริงหรือไม่ พบพิรุธหลายอย่าง

วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 18:43 น.
ตร.ลุยเกาะเต่าพิสูจน์สาวอังกฤษถูกข่มขืนจริงหรือไม่ พบพิรุธหลายอย่าง
ตำรวจลงพื้นที่เกาะเต่าพิสูจน์ข้อเท็จจริง สาวอังกฤษถูกข่มขืนจริงหรือไม่ พบพิรุธหลายอย่างเจ้าของโฮสเทลเผย แนะให้ไปแจ้งความแต่ไม่ไป

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี(ผบก.ภ.จว.)พร้อม พล.ต.เกรียงไกร ศรีรักษ์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 4 (ผบ.บชร.4)และกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่4 ส่วนหน้า พร้อมเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณหาดทรายรี ต.เกาะเต่า หลังจากสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มีนักท่องเที่ยวหญิงชาวอังกฤษ อายุ 19 ปี ได้ถูกวางยาและข่มขืน แต่เมื่อไปแจ้งความ ตำรวจกลับไม่รับแจ้งความ

พล.ต.ต.อภิชาติและคณะไปตรวจดูกล้องวงจรปิดบริเวณแหลมหิน จปร.หาดทรายรี เป็นสถานที่สาวอังกฤษอ้างว่าถูกข่มขืน ห่างจากร้านฟิชโบลว์บาร์ และลีโอบาร์ หาดทรายรี ที่ผู้เสียหายไปเที่ยวดื่มกินกับเพื่อนชายประมาณ 400 เมตร พบว่ามีกล้องวงจรปิด 7 ตัว เก็บบันทึกภาพได้ 7 วัน ล่าสุดคือช่วงวันที่ 28 มิ.ย.- 4 ก.ค.61 ส่วนก่อนนี้ได้ถูกบันทึกทับไปแล้ว

พล.ต.ต.อภิชาติ ได้สอบถาม เจ้าของโฮสเทล ที่สาวอังกฤษเข้าพักได้ให้ข้อมูลว่า สาวอังกฤษรายนี้ได้จองที่พักไว้วันที่ 21-23 มิ.ย.61 แต่ได้ขอขยายเวลาต่อถึงวันที่ 26 มิ.ย.61 โดยพักในที่เดียวกันรวม 5 คน มี สาวอังกฤษกับเพื่อนชายอีก 4 คน โดยคืนวันที่ 25 มิ.ย. ทั้งหมดได้นัดกับเจ้าของโฮสเทลไว้ให้พบกันที่ร้านฟิชโบลว์บาร์ตอน 5 ทุ่ม พอถึงเวลาไม่เห็นมาตามนัด เจ้าของโฮสเทลเข้าใจว่าคงไปเที่ยวกันเองจึงกลับมาก่อน เพราะปกติกลุ่มของสาวอังกฤษจะกลับที่พักตอนตี 2 ทุกคืน

เจ้าของโฮสเทลระบุอีกว่า ช่วงเช้าของวันต่อมา สาวอังกฤษมาบอกว่า ถูกวางยาในเครื่องดื่มและถูกข่มขืนบริเวณแหลมหิน จปร. และเอาทรัพย์สินไป จึงได้แนะนำให้ไปแจ้งความ แต่ สาวอังกฤษอ้างว่าจะรีบไปเกาะพะงันไปพบแฟนหนุ่มกับเพื่อนชาวอังกฤษที่มางานฟูลมูนปาร์ตี้ ซึ่งเจ้าของโฮสเทลพยายามคะยั้นคะยอให้ไปแจ้งความก่อนแต่ก็ไม่ไป ซึ่งเจ้าของโฮสเทลไม่ได้ติดตามเรื่องต่อเพราะไม่แน่ใจเกิดเหตุจริงหรือไม่

กระทั่งวันที่ 4 ก.ค.เพื่อนชายคนสนิทของสาวอังกฤษ ได้มาปรึกษากับเจ้าของโฮสเทลว่ายังสามารถแจ้งความให้สาวอังกฤษได้หรือไม่ จึงได้พาเพื่อนชายไปที่ สภ.เกาะเต่า ซึ่งตำรวจไม่สามารถรับแจ้งได้เนื่องจากผู้เสียหายไม่ได้มาด้วย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาไปดูกล้องวงจรปิดบริเวณที่อ้างว่าเป็นจุดเกิดเหตุ พบว่ากล้องเก็บข้อมูลได้เพียง 7 วันและทราบว่าในคืนวันที่ 26 มิ.ย. เพื่อนชายรายนี้ได้ชกต่อยกับแฟนของสาวอังกฤษที่เกาะพะงัน จนทำให้ฟันหน้าแตก

รายงานข่าวแจ้งว่า ช่วงวันที่ 22-23 มิ.ย.ที่สาวอังกฤษพักอยู่กับเพื่อนชายอีก 4 คนที่เกาะเต่าได้มีสัมพันธ์กับเพื่อนชายคนสนิทคนหนึ่ง โดยสาวอังกฤษได้บอกกับเจ้าของโฮสเทลว่า รู้สึกผิดกับการกระทำดังกล่าว

ต่อมา พล.ต.ต.อภิชาติ ได้เข้าตรวจสอบหลักฐานการลงบันทึกประจำวันของสภ.เกาะพะงัน โดย ร.ต.อ.กฤษฎา ทองสกุล รองสารวัตรสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.61น. สาวอังกฤษเดินทางมากับเพื่อนชาย ขอแจ้งความทรัพย์สินสูญหาย แต่ตนแจ้งว่า ไม่สามารถแจ้งความได้ เนื่องจากอยู่นอกพื้นที่เกิดเหตุ แต่ทางผู้เสียหายยืนยันว่า ขอแจ้งความเพื่อไปเคลมประกันเท่านั้น จึงได้อำนวยความสะดวกให้ลงบันทึกประจำวัน ซึ่งในวันนั้นตลอดเหตุการณ์เกือบทั้งหมด เพื่อนชายคนนี้จะเป็นคนพูดแทนผู้เสียหาย ทั้งที่ผู้ที่ลงชื่อแจ้งบันทึกเป็นผู้หญิง

พล.ต.ต.อภิชาติ เปิดเผยว่า ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจข้อเท็จจริง โดยมี พ.ต.อ.วิชอบ เกิดเกลี้ยง รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เป็นประธาน ให้เร่งรัดสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อให้ได้ความว่า มีเหตุการณ์จริงหรือไม่อย่างไร ถ้าจริงให้แจ้งไปยังผู้เสียหายหากต้องการดำเนินคดีให้มอบอำนาจให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ ซึ่งไม่ว่ามีความผิดเกิดขึ้นหรือไม่จะสั่งให้คณะกรรมการลงมารวบรวมพยานหลักฐานเป็นสำนวนไว้

"พนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ชี้แจงยืนยันว่ามีการแจ้งเฉพาะเรื่องทรัพย์สินสูญหาย จึงให้ตั้งชุดตรวจสอบว่า ผู้เสียหายมาอยู่ที่เกาะพะงันกับใครมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง และมีการพูดถึงเหตุการณ์ที่เกาะเต่าบ้างหรือไม่ หากเป็นเรื่องกระทำอนาจารจะต้องแจ้งความร้องทุกภายใน 3เดือน ถ้าไม่เป็นความจริงจะดูตามหลักฐานที่ปรากฏรวบรวมข้อมูลทั้งหมด เพื่อเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป"พล.ต.ต.อภิชาติ กล่าว

พล.ต.ต.อภิชาติ ยืนยันว่าในห้วง 4 ปีนี้ไม่มีคดีเหตุการณ์ร้ายกับนักท่องเที่ยว อาจจะมีแต่เรื่องอุบัติเหตุซึ่งที่ผ่านมาจะมีการตรวจสอบโดยละเอียดร่วมกับฝ่ายปกครอง ซึ่งเคยแถลงไปหลายครั้งแล้วว่า หลายเรื่องที่ให้ร้ายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไม่เป็นความจริง และครั้งนี้จะติดตามอยู่ว่าเป็นความจริงหรือไม่ จึงอยากให้ผู้เสียหายเดินทางกลับมาแจ้งความภายใน 3 เดือนหลังเกิดเหตุเพื่อความรวดเร็วและชัดเจนขึ้น