ชาวบ้านร้องป่าต้นน้ำถูกทำลายขณะนายทุนยันมีเอกสารถูกต้อง

วันที่ 02 มิ.ย. 2561 เวลา 19:52 น.
ชาวบ้านร้องป่าต้นน้ำถูกทำลายขณะนายทุนยันมีเอกสารถูกต้อง
กาญจนบุรี-เจ้าหน้าที่ตรวจสอบป่าส.ป.ก.กลายสภาพเป็นเขาหัวโล้นหลังชาวบ้านร้องศูนย์ดำรงธรรมพื้นที่ต้นน้ำของตำบลถูกทำลาย ขณะที่ผู้รับเหมายืนยันมีเอกสารสิทธิดำเนินการถูกต้องเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.61 พ.ต.อ.เนติภูมิ จงใจภักดี ปลัดฝ่ายป้องกันอำเภอเลาขวัญ พ.ท.ณรงค์ศักดิ์ บุญพุ่มพวง หัวหน้าชุดรักษาความสงบอำเภอเลาขวัญ มณฑลทหารบกที่ 17 ร.ต.อ.ประวัติ ศรีเมือง รองสารวัตรป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจภูธรเลาขวัญ ร่วมกันตรวจสอบพื้นที่ป่าที่ถูกนายทุนบุกรุกแผ้วถางจนกลายเป็นเขาหัวโล้นในพื้นที่หมู่ 3 ต.หนองปลิง อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี ตามที่ชาวบ้านเข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเลาขวัญ

นายอ๊อด ไม่ทราบชื่อ-นามสกุลจริง เป็นผู้รับเหมาในการแผ้วถางป่า บอกว่าที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินที่มีหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01 ข) ที่มี นางสาว มณทกานต์ สุขีรัตน์ บ้านเลขที่ 23/1 ถนนขุนศรี ตำบลท่าพี่น้อง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผู้ครอบครองที่ดินจำนวน 39 ไร่ 2 งาน 94 ตารางวา และของ นางวิไล รุ่งเรืองศิลป์ บ้านเลขที่ 125 หมู่ 3 ตำบลหนองปลิง อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นผู้ครอบครองที่ดินจำนวน 42 ไร่ 1 งาน 61 ตารางวา รวมพื้นที่ 82 ไร่เศษ

เจ้าของพื้นที่ทั้ง 2 รายได้ทำหนังสือมอบหมายอำนาจให้แก่ นายสมพร สุขีรัตน์ อายุ 54 ปีอยู่บ้านเลขที่ 19 บ้านลำสนุ่น หมู่ 6 ตำบลสามโก้ อำเภอสามโก้ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผู้รับมอบอำนาจ และนำที่ดิน ส.ป.ก .ที่มีสภาพเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งต้นน้ำธรรมชาติของตำบลหนองปลิง ไปเข้าร่วมโครงการ เพื่อปลูกต้นไม้ตามโครงการในท้องที่หมู่บ้านซึ่งเป็นโครงการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) เขตบ้านโป่ง ที่ให้ชาวบ้านที่นำที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์เข้าร่วมโครงการปลูกต้นไม้โตเร็วยูคาลิปตัส แล้วจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลตลอด 3 ปี เป็นเงินไร่ละ 3,500 บาท

ขณะที่ชาวบ้านระบุว่าแต่ก่อนพื้นที่ป่าแห่งนี้เป็นพื้นที่ป่าสงวนฯ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2553-2554 นายทุนเคยเข้ามาบุกรุกแผ้วถาง จำนวนกว่า 500 ไร่ และได้ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าจับกุมมาแล้ว แต่พอผ่านมาปี พ.ศ.2555 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก็ได้ออกใบ ส.ป.ก.ครอบคลุมพื้นที่ป่าทั้งที่เป็นป่าสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ทั้งหมด จากนั้นก็ได้มีการแผ้วถางป่าจนแทบจะไม่เหลือพื้นที่ป่า อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ร่วมกันตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป