ทหารพรานอ้างแม่ทัพภาค4ห้ามสื่อบันทึกภาพคนร้ายยิงรถไฟที่เจาะไอร้อง

วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 20:28 น.
ทหารพรานอ้างแม่ทัพภาค4ห้ามสื่อบันทึกภาพคนร้ายยิงรถไฟที่เจาะไอร้อง
นราธิวาส - สองคนร้ายลอบยิงขบวนรถไฟที่เจาะไอร้องไร้คนเจ็บเจ้าหน้าที่ทหารพรานห้ามสื่อถ่ายภาพและนำเสนอข่าวอ้างเป็นคำสั่งแม่ทัพ ภาค 4

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 61 เวลา 17.05 น. พ.ต.อ.ภักดี แจ้งสกุล ผกก.สภ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่ ขบวนรถไฟที่ 447 สุราษฎร์ธานี-สุไหงโก-ลก เหตุเกิดห่างจากสถานีรถไฟเจาะไอร้อง ประมาณ 300 เมตร ช่วงบริเวณบ้านเจาะไอร้อง ม.1 ต.จวบ จึงสั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารฝ่ายปกครองจำนวนหนึ่ง รุดเดินทางไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุ พบขบวนรถไฟดังกล่าวมี 8 โบกี้และโบกี้ที่ 7 ซึ่งเป็นตู้ทำการของพนักงาน มีร่องรอยถูกกระสุนปืนที่บริเวณรอยต่อระหว่างหลังคากับขอบหน้าต่างด้านบน จำนวน 1 นัด และล้ออีก 1 นัด ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงได้เดินทางไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุ ที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ขบวนรถไฟ ซึ่งเป็นถนนคู้ขนานกับทางรถไฟ พบปลอกกระสุนปืน อา.ก้า.ตกอยู่จำนวน 6 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

สอบสวนทราบว่าระหว่างที่ขบวนรถไฟออกจากสถานีรถไฟเจาะไอร้อง ได้เพียง 300 เมตร ได้ถูกคนร้าย จำนวน 2 คน แต่งกายคล้ายผู้หญิงขี่และซ้อนท้ายรถ จยย.เป็นพาหนะ ขับมาตามถนนเลียบเส้นทางรถไฟ คนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายได้ใช้อาวุธปืนสงครามไม่ทราบชนิด ยิงใส่โบกี้ 6 นัดซ้อน แล้วคนร้ายได้รีบขี่รถ จยย.หลบหนีไป

ด้าน พ.ต.อ.ภักดี แจ้งสกุล ผกก.สภ.เจาะไอร้อง ได้ประสานไปยังจุดตรวจจุดสกัด เน้นจุดตรวจที่มีกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามดูพฤติกรรมของกลุ่มคนร้าย ซึ่งอาจจะขี่รถ จยย.วิ่งผ่านก่อนที่จะเตรียมก่อเหตุ ที่กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกพฤติกรรมของกลุ่มคนร้ายเอาไว้ได้ เพื่อที่จะได้นำมาขยายผลในการติดตามจับกุมคนร้ายมาลงโทษต่อไป

หลังจากเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบโบกี้รถไฟที่ได้รับความเสียหายแล้วเสร็จ ขบวนรถไฟดังกล่าวได้วิ่งรับส่งผู้โดยสารตามปกติ โดยเสียเวลาไปประมาณกว่า 2 ชั่วโมง โดยเหตุที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่า เป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดี เพื่อลอบดักสังหารเจ้าหน้าที่และสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ขณะที่สื่อมวลชนกำลังยืนถ่ายภาพที่จุดเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงใส่ขบวนรถไฟอยู่นั้น ได้มีนายทหาร สังกัด ฉก.ทพ.48 จำนวน 2 นายได้เดินเข้ามาหาสื่อพร้อมกับได้กำชับสื่อห้ามบันทึกภาพและนำเสนอข่าวนี้ โดยอ้างเป็นคำสั่งของแม่ทัพภาค 4 จากนั้นสื่อจึงเดินทางกลับทันที.