ขสมก.หาราคากลางซื้อรถเมล์เอ็นจีวีใหม่

วันที่ 05 ก.ย. 2557 เวลา 20:20 น.
ขสมก.หาราคากลางซื้อรถเมล์เอ็นจีวีใหม่
ขสมก.เตรียมว่าจ้างสถาบันการศึกษาหาราคากลางจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีใหม่ 3,183 คัน คาดเปิดรับฟังความคิดเห็นทางเว็บไซด์ครั้งที่ 13 เดือนพ.ย.นี้          นายนเรศ  บุญเปี่ยม  รักษาการ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่  องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับนางสร้อยทิพย์  ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม และตัวแทนกลุ่มผู้พิการ ว่า ในส่วนของคณะกรรมการจัดทำร่างประกวดราคาการจัดหารถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 3,183 คัน วงเงิน 13,620 ล้านบาทนั้น โครงการนี้จะต้องล่าช้าออกไม่น้อยกว่า 2 เดือนหรือมากกว่า เนื่องจากต้องรอขั้นตอนในการว่าจ้างสถาบันการศึกษาเข้ามาวิเคราะห์เพื่อถอดราคาของรายละเอียดอุปกรณ์ชิ้นส่วนต่างๆของรถเมล์เอ็นจีวี ทั้งรถปรับอากาศและรถธรรมดาเพื่อสรุปราคาที่เหมาะสม  หากผลปรากฏว่าราคาที่ได้สูงกว่าราคากลาง ขสมก.ก็เดินหน้าประกวดราคาตามแผนเดิมได้  หากราคาออกมาต่ำกว่ารากลางก็ต้องกลับมาทบทวนอีกครั้ง          “ช่วงที่ผ่านมา ขสมก. กำหนดราคากลางในการจัดซื้อรถเมล์  โดยร่างทีโออาร์และส่งแบบสอบถามสำรวจราคาไปยังผู้ผลิตรถยนต์ว่าราคาเท่าไร ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าราคาสูงเกินจริง เพื่อยุติปัญหา ขสมก.จะกลับไปทบทวนราคากลางใหม่ เตรียมว่าจ้างสถาบันการศึกษามาศึกษาและวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ของรถเมล์ร้อนและรถแอร์  เพื่อหาราคากลางที่เหมาะสม และเปรียบเทียบกับรถจีน ญี่ปุ่น และยุโรปด้วย “ นายนเรศกล่าว          นายนเรศ  กล่าวว่า หลังจากสถาบันการศึกษาสรุปผลออกมาแล้วเห็นว่าทุกฝ่ายควรจะต้องยอมรับในราคากลาง ซึ่งจะใช้เวลารวมไม่น้อยกว่า 2 เดือนครึ่ง เพราะในการศึกษาวิเคราะห์จะใช้เวลา 1 เดือน  จากนั้นจะนำผลศึกษาที่ได้เสนอให้คณะกรรมการทีโออาร์พิจารณาหาข้อยุติ คาดว่า ขสมก.จะประกาศเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 13 ผ่านเว็บไซต์ในเดือนพ.ย. นี้  ทำให้กำหนดส่งมอบรถล็อตแรก 489 คัน ในเดือน ม.ค. 2558  ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเลื่อนออกไปตามระยะเวลาที่ล่าช้าออกไปด้วย      ด้านนางสร้อยทิพย์ กล่าวว่า โครงการจัดหารถเมล์ใหม่ล่าช้ามานานมาก   ทำให้สภาพรถของ ขสมก.ทรุดโทรมลงมากเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรถร่วมเอกชนที่มีการจัดหารถเมล์ใหม่เข้ามาแล้ว  ที่ผ่านมาได้เปิดรับฟังความคิดเห็นมาแล้ว 12 ครั้ง  ส่วนความโปร่งใสของการกำหนดราคากลางนั้นถูกตรวจสอบจากหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)   ดังนั้นเป็นเรื่องที่คณะกรรมการขสมก.จะต้องตัดสินใจ  แต่ควรจะเร่งเพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็วที่สุด          “ สิ่งที่น่าเห็นใจที่สุดคือคนกรุงเทพยังไม่มีโอกาสจะได้ใช้รถเมล์ใหม่เสียที ดังนั้นประเด็นที่ทักท้วงจะต้องหาข้อสรุปให้ได้โดยเร็ว  ซึ่งประเด็นที่น่ารับฟังคือการกำหนดราคากลางที่อาจสูงเกินไปและไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน  ส่วนที่จะเปลี่ยนเป็นรถชานต่ำทั้งหมดนั้นยังมีประเด็นไม่ชัดเจน  “ นางสร้อยทิพย์ กล่าว    นอกจากนี้ ทางกลุ่มผู้พิการได้เข้าพบและเสนอให้การจัดหารถเมล์ใหม่ทั้งหมดให้กำหนดเป็นรถชานต่ำเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการ   ในขณะที่ตามแผนมีการจัดสรรรถบางส่วนเป็นรถชานต่ำอยู่แล้ว   อีกทั้งยังมีปัญหาในเรื่องข้อจำกัดของคอสะพานและถนนหลายแห่ง ซึ่งทางกรุงเทพมหานคร(กทม.) จะปรับปรุงสะพาน 6 แห่งให้แล้วเสร็จภายในต้นปี 2558  ส่วนที่เหลือจะต้องสำรวจรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง รวมถึงปัญหาในช่วงน้ำท่วมจะส่งผลให้น้ำเข้ามาภายในรถเมล์ด้วย  อย่างไรก็ตาม ทาง กทม. ระบุว่าพร้อมจะเข้าไปปรับปรุงกายภาพของถนนร่วมกับ ขสมก. โดยเฉพาะคอสะพานและถนนที่มีระดับเชิงสะพานลาดเอียงมากเกินมาตรฐานที่รถเมล์ชานต่ำวิ่งได้รวม 6 จุด  คือ 1.เส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้าบนถนนเพชรเกษม 2.ทางเลี้ยวซ้ายแยกดินแดงถนนพระราม 9 3ถนนทหาร-สะพานแดงบางซื่อ 4.คลองวัดสะพานสูงถนนสามเสน 5.สะพานบนถนนกรุงเทพกรีฑาตัดถนนลาดกระบัง และ6.สะพานคลองบางซื่อย่านสะพานควาย          นางสร้อยทิพย์ กล่าวว่า ส่วนนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้เร่งรัดจัดหารถเมล์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ซึ่ง ขสมก.กำหนดให้ส่งมอบรถล๊อตแรก 489 คันภายในเดือน ม.ค.2558 นั้น ติดปัญหาไม่สามารถแยกส่วนการประมูลออกจากโครงการทั้งหมดได้ ทำให้แผนรับมอบรถล๊อตแรกต้องล่าช้าออกไปด้วย  ดังนั้นขอให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้พิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในภาพรวม  เพราะในที่สุดแล้วผลเสียอยู่ที่ประชาชนมากกว่า