ต้องมีสักวันที่เป็นของเรา ‘ช่างแสง’ บุ้งเต้าหัวใจแกร่ง! ยอดคุณพ่อผู้ใช้สองมือทำที่ตักขยะเพื่อลูก

วันที่ 30 ก.ค. 2563 เวลา 16:00 น.
ต้องมีสักวันที่เป็นของเรา ‘ช่างแสง’ บุ้งเต้าหัวใจแกร่ง! ยอดคุณพ่อผู้ใช้สองมือทำที่ตักขยะเพื่อลูก
“สุทิน พันธุ์เพชร” ช่างทำที่ตักผงขยะโดยมีหน้าร้านเป็นฟุตบาททั่วกรุงเทพฯ แม้ตัวมอซอถูกใครๆ ต่างรังเกียจ แต่ไม่เคยคิดท้อใช้สองมือสู้เพื่ออนาคตครอบครัวมีบ้านสักหลังและลูกๆ ได้อิ่มมีการศึกษาดี

เรื่อง : วิรวินท์ ศรีโหมด เรียบเรียง : รัชพล ธนศุทธิสกุล

ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

สนนในราคาอันละ 50 บาท เพียงเท่านั้น โดยจะขายอยู่แถวย่านรถไฟฟ้า อารีย์, รัชโยธิน, รัชดา, ตลาดห้วยขวางและหน้าเซียร์รังสิต

หรือสามารถสั่งทำล่วงหน้าได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 080-227-7273 “ช่างแสง-สุทิน พันธุ์เพชร” ก็มีบริการถึงที่ด้วยคุณภาพที่แข็งแรงและเก็บขอบอย่างดีเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้

คนเราอยู่ที่ใจ

“สุทิน พันธุ์เพชร” หรือ “แสง” เป็นคนพื้นเพจังหวัดนครสวรรค์ ก่อนจะมีครอบครัวและย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่ อ.บ้านนา จ.นครนายก มีภรรยาและลูกๆ รวมกันทั้งหมด 5 คนด้วยกัน

“แรกๆ ขายปาท่องโก๋ รายได้ดี แต่ด้วยความที่ลูกมากและเล็กทั้งนั้น แฟนก็ดูแลไม่ไหว ผมก็เลยต้องจ้างลูกน้องมาช่วยขายและตัวเองค่อยไปช่วยดูลูก”

นานวันเข้าเด็กยิ่งโตค่าใช้จ่ายในเรื่องของปากท้องยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งสวนทางตรงกันข้ามกับรายได้ที่ลดลงจากการที่ต้องจ้างลูกน้องมาช่วยทำงาน ช่างแสงจึงรายได้ขาดมือทบขึ้นๆ กระทั่งหมดหนทางจึงต้องเริ่มเอาอุปกรณ์ในการขายปาท่องโก๋ไปจำนำ

“ก็บอกแฟนว่าขอพักก่อนให้ลูกโตก่อนค่อยมาขาย เพราะถ้าไม่จ้างก็ต้องกระเตงลูกไปขายด้วย ผมก็ไปทำงานก่อสร้างแทน แต่ทีนี้ไปทำก่อสร้างก็โดนผู้รับเหมาโกงไม่จ่ายค่าแรงบ้าง หนักเข้าก็ต้องพาลูกและเมียไปบ้านแม่ยาย”

แต่แม่ยายเองก็ใช้ว่าจะมีที่ทางให้พักเย็นหลังจากหนีร้อนในจังหวะชีวิตเพราะบ้านที่อาศัยอยู่ก็อาศัยเขาต่ออีกทีหนึ่ง ช่างแสงยอมรับว่าท้อมากในตอนนั้นแต่ก็ด้วยลูกๆ ด้วยความเป็นพ่อ ทำให้เขาไม่คิดที่จะย่อท้อ

“พูดง่ายๆ ว่าอย่างเช่นว่าหมา เขาเป็นสัตว์เดรัจฉาน เขามีลูกเป็นคอก เขายังสามารถเลี้ยงลูกเขาเติบโตมาได้  คิดดูสิว่าผมมีลูกแค่ 3-4 คน ผมไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกผม คิดดูสิว่าผมจะอายหมาไหม ผมเองคิดว่าสามารถดิ้นรนต่อสู้เพื่อลูกผมได้”

เมื่อคิดได้อย่างนั้นช่างแสงแม้ว่าในวันที่ฟ้าดูเหมือนอะไรต่อมิอะไรก็ไม่เป็นใจให้ก้าวต่อไป ทว่าเขาก็เลือกที่จะมุ่งหน้าเดินไม่ถอย และหลังจากที่ตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านแม่ยายที่ จ.บุรีรัมย์ โอกาสที่ช่างแสงรอคอยก็มาปะกับเขาให้ในระหว่างที่มาหางานในเมืองโคราช

“มาหางานและยังไม่ได้กำลังนอนอยู่ข้างถนน ก็ไปเจอคุณตาคนหนึ่งเขาทำบุ้งเต้าอยู่ข้างทาง ตัวผมเองก็อยากจะมีวิชาตรงนี้เพราะผมเองผมรักในด้านฝีมือ คุณตาเลยบอกว่าไม่ต้องไปทำหรอกก่อสร้าง เอ็งมาดูวิชานี้ไปเลี้ยงลูกเอ็ง ลูกเอ็งเยอะ ไม่รวยแต่พาให้ลูกเอ็งได้มีกิน” ช่างแสงกล่าวด้วยรอยยิ้มเมื่อเล่าถึงการทำที่ตักผงขยะหรือบุ้งเต้า ซึ่งทำให้เขานั้นสามารถเลี้ยงดูลูกๆ ให้พอมีกินและมีการศึกษาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปีแล้วด้วยกัน

โปรดอย่ารังเกียจ! บุ้งเต้าจากบ้านนา

“เจอปัญหาอยู่ทุกวัน ปัญหากับพ่อค้าแม่ค้าเนี่ยเขาก็ไล่ว่าไปข้างหน้าก่อน ตรงนี้ไม่มีไม่ได้ขายอะไรแบบนี้ ผมเองน้ำตาร่วงกับลูก น้ำตาร่วงกับลูกว่าทำไม แล้วก็มีแบบเขาเห็นสภาพเรา การแต่งตัวกลัวเราไม่มีตังค์จ่ายเขาหรือยังไง ผมก็มีตังค์อยู่ในกระเป๋าไปสั่งปุ๊บยังไม่ทันเอ่ยปากเลย พวกก็ไล่แล้ว

“ผมก็ถามคุณน้าเขาเลย ผมไม่ได้มาขอกินนะครับแต่น้าเขาบอกว่า โอ้ย…คนเราปัจจุบันนี้ ทุกวันนี้มันดูการแต่งตัว แล้วดูเอ็งแต่งตัวมามอซอ มอมแมมไปหมดเลย แล้วเราจะรู้ไหมว่าเป็นยังไง ผมอยากจะบอกว่าคนเราอย่าไปดูเรื่องการแต่งกาย คนเราอยู่ที่ใจครับ คนเราทุกวันนี้อยู่ที่ใจเท่านั้น” ช่างแสงรายความอัดอั้นที่พบเจอขณะขับรถออกมาขายบุ้งเต้าเพื่อจุนเจือครอบครัวแต่กลับถูกมองเป็นคนจรที่น่าชัง

“เพราะจะขับไปขับกลับที่นครนายกมากรุงเทพฯ ก็ระยะทางไกล เราไม่มีเงินทุนทิ้งให้สำรองใช้จ่ายที่บ้านเพราะบางวันมันก็ขายไม่ได้ ก็ต้องยกกันมาหมดบ้านมาเร่นอนตามปั๊มน้ำมันกัน ไม่อย่างนั้นเขาก็อดอยู่ทางนั้น

“แต่มาด้วยกันพอเราขายได้ก็ซื้อให้ลูกๆ เขากินอิ่มเลย” ช่างแสงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่หล่อเลี้ยงความหวังและเติมพลังดันให้ขายบุ้งเต้าให้ได้ถึง 20 อัน ต่อวันในทุกๆ รุ่งเช้า ตี 5 แม้ว่าสุขภาพทางการมองเห็นจะแย่ลงจากอาการต้อหินก็ตาม

“กำไรอันละ 15 บาท บุ้งเต้า 20 อัน 300 บาท ค่ากินอยู่เลี้ยงดูลูกแล้วก็เก็บเงินค่าห้องค่าเช่าบ้าน วันหนึ่งเนี่ยผมต้องหาดิ้นรนหาหนทางไหนที่ว่าผมจะขายได้ ที่ไหนได้เงินผมไปหมด ก็อยากบอกอีกครั้งคนเราอย่าไปดูเรื่องการแต่งกาย เราคนไทยเหมือนกันนะครับ” ช่างแสงระบุ

สักวันต้องเป็นวันของเรา

“อยากให้กำลังใจกับคนจนเหมือนอย่างเช่นผมครับ ให้เขามีกำลังใจต่อสู้ต่อไปในอนาคตในวันข้างหน้าตลอดไป ผมอยากจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับประชาชนทุกคน”

และทุกๆ เรื่องที่ช่างแสงพอจะสะท้อนออกมาได้ไม่ว่าจะกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต กำลังใจในความคิดที่จะดูแลครอบครัวที่อาจจะท้อแท้ได้แต่ต้องไม่หมดหวังและก้าวเดินผ่านเรื่องราวชีวิตในบทนี้   

“วันนี้ลูกผมได้เรียนหนังสือแล้ว ผมส่งพวกเขาเรียนได้ ตอนนี้ภรรยาล้มป่วยกลับมาหนักขึ้นอีก แต่ก็จะสู้เพื่อนครอบครัว เพื่ออนาคตลูก เพื่อความอยู่รอด ความเป็นอยู่ของลูกๆ ที่ดีเหมือนเด็กทั่วไป อยากมีบ้านให้เขาเล็กๆ มีที่มีทาง ไม่ต้องมีชีวิตอาศัยห้องแถวเช่าพักในอนาคต

“ก็อยากให้ให้ทุกคนสู้ครับ สู้เพื่อตัวเองและคนที่เรารัก ต้องมีสักวันที่เป็นวันของเรา” ช่างแสงทิ้งท้าย

บทความแนะนำ