ครูมวยใต้ทางด่วน “ครูเข” ชายผู้ทุ่ม 50 ปี ใช้มวยไทยสกัดยาเสพติด

วันที่ 22 ก.ค. 2563 เวลา 19:43 น.
ครูมวยใต้ทางด่วน “ครูเข” ชายผู้ทุ่ม 50 ปี ใช้มวยไทยสกัดยาเสพติด
“ครูเข-ชีวิน แหวนรุ่งโรจน์” โค้ชมวยผู้ปั้นชีวิตใหม่ด้วยแม่ไม้มวย ให้เยาวชนห่างไกลพ้นยาเสพติด

เรื่อง : วิรวินท์ ศรีโหมด

เรียบเรียง : รัชพล ธนศุทธิสกุล

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี กับการปลุกปั้นสร้างค่ายมวยใต้สะพานทางด่วนย่านคลองเตย โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแม้แต่สตางค์บาทเดียวก็ไม่เคยเรียกเก็บใดๆ ทั้งสิ้น

ในทางกลับกันการทำค่ายมวยที่มีรายจ่ายสูง “ครูเข-ชีวิน แหวนรุ่งโรจน์” ยังคงต้องทำงานไปด้วยสอนเด็กๆ ไปด้วยถึง 2 งานด้วยกัน เพื่อให้มีเงินมาหล่อเลี้ยงผืนผ้าใบแห่งนี้ให้คงอยู่สกัดเด็กๆ ห่างไกลซึ่งยาเสพติดและอบายมุขทั้งหลายให้มากที่สุด

และนานที่สุด! โดยในปีนี้การต่อสู้ของครูเขในวัย 72 ย่างเข้าสู่ปี 51 แล้วและภายในปีหน้าจะเข้าสู่ปีที่ 52 และจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดลมหายใจของแก

จุดเริ่มต่้นครูมวยใต้ทางด่วน

“สมัยก่อนนักเลงเยอะในชุมชนคลองพระโขนง วัดสะพานนี้ออกไปมีเรื่องกันทุกวัน เพราะผู้ใหญ่ยุเด็กให้ต่อยกันแล้วก็จะมีการพนัน เล่นตั้งแต่หนังสติ๊ก ไฮโล โปปั่น มันก็มีการเกเรกัน โกงกัน ก็ต้องต้อยกัน แล้วไหนจะยาเสพติดพวกกาวพวกแป๊ะอีก  สิ่งนี้ทำให้เราอยากต่อยมวยตอนนั้นไว้ป้องกันตัว” ครูเขในวัย 72 เล่าย้อนจุดเริ่มต้นชีวิตบนสังเวียนผ้าใบในวัย 16 ปี ของตนเองเพื่อป้องกันตัวในแดนสิงห์กระทิงดุด้วยอุบายมุขครบ

โดยสังกัดค่ายแรกกับค่ายชื่อดังในสมัยนั้นค่ายหนึ่งแถวบ้าน มียอดมวยอย่าง ฤทธิรงค์ เลิศฤทธิ์ เป็นรุ่นพี่ซึ่งในตอนนั้นเป็นแชมป์มวยเวทีภาคตะวันออกกับเวทีมวยสนามไทย-ญี่ปุ่นดินแดง

“สมัยก่อนนั้นก่อนจะเข้าไปเตะกระสอบ ต้องเป็นคนแบกกระสอบก่อน ไม่มีโอกาสได้แตะกระสอบ เขาซ้อมกันอย่างจริงจังมาก ครูมวยเราไปเอาวิชากับเขาต้องไปนวดไปหลอกถามครูครับหมัดตรงชกยังไง เตะยังไง เพราะเตะเป็นล้มฟาดพื้นไม่รู้กี่ครั้ง ท้อมาก อายก็อาย”

แต่ด้วยความมุมานะและตั้งใจจริงครูเขผ่านบททดสอบเหล่านั้นและได้เริ่มเรียนกราบมวย ได้เรียนลูกสืบลูกถอย ออกหมัดสะบัดเท้าเตะตามลำดับ ใช้ระยะเวลา 1 ปีเต็มถึงได้เข้าสู่สนานสังเวียนชก ณ เวทีวัดทุ่งครุในและนอก

โดยศึกในคืนวันนั้นไอ้หนุ่มนักมวยใหม่นามเขรูปร่างขาวตี๋ตัวเล็กๆ ต้องฟาดแข้งกับนักบู๊เจ้าของหมัดเห็นดาวเดือนในสังเวียนลุมพินี ทว่างานนี้ไม่ได้เคี้ยวหมูล้มด้วยหมัดทรงพลังอย่างที่คิด นักชกจากเวทีลุมพินีเจอแก้เกมต่อยด้วยแข้งจนผงะ แถมเมื่อมีโอกาสยังได้ฟาดก้านคอจนมวยลุมพินีถึงกับล้มลงกับพื้น ชื่อเสียงของครูเขจึงกลายเป็นที่รู้จักในฉายา ‘ไอ้ตัวเล็กแต่ใจสู้’ ตั้งแต่ตอนนั้นแม้ว่าจะพ่ายก็ตามที

“ชื่อเสียงกระฉ่อนได้ถ้วยดุเดือด ตั้งวันนั้นผมก็อยากจะทำการแข่งขันชกมวยเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองเพิ่มขึ้นมานอกจากป้องกันตัว ออกเดินสายต่อยไปเรื่อยๆ ในกทม.และรอบๆ อยู่ 3 ปีเศษ อายุ 20 จับได้ใบแดงติดทหารค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี ก็แหกค่ายไปต่อยสร้างชื่อแถวนั้น เจอเพื่อนนักมวยด้วยกันก็ไปช่วยกันเป็นพี่เลี้ยงจนปลดประจำการนั้น”

สั่งสอนออกหมัด ‘สกัดยาเสพติด’

หลังจากปลดกระจำการกลับมาอยู่บ้านที่กทม. ก็มาเปิดค่ายมวยของตัวเองที่ศาลเจ้าแม่ทับทิมเช่นเดียวกับสถานที่ปัจจุบันนี้ เพื่อหวังว่า ‘มวย’ นั้นจะช่วยดึงชีวิตเด็กๆ ละแวกแถวบ้านให้มีชีวิตที่ดี

“อยากสนับสนุนเยาวชน เด็กหลังวัด ชมชุนสวนอ้อย เพื่อนบ้านแถวๆ ซอยหลังบ้าน  หวังให้เด็กไม่ไปติดยา อีกอย่างเลยเด็กๆ ชอบหนีไปเล่นน้ำแล้วตายทุกปี เราก็เป็นห่วงทำตรงนี้เพื่ออบรมดูแล”

โดยแรกเริ่มที่สอนก็มีรูปแบบเหมือนค่ายมวยทั่วไป เพียงแต่แตกต่างกันที่ราคาค่างวดในค่ายครูเขที่ไม่ต้องใช้เงินสักบาทก็สามารถเข้ามาเรียนมวยเป็นนักชกสังเวียนได้ฟรีๆ  

“อย่างที่บอกเราตั้งใจจะให้เขาไกลยาและไม่ไปเล่นน้ำตาย ก็เปิดสอนฟรีเลี้ยงดูเขาเหมือนกับลูกหลานคนหนึ่ง ก็ลำบากมากนะตอนนั้น (หัวเราะ) ไม่มีทุนสนับสนุนสักบาทเดียว ค่าใช้จ่ายซื้อน้ำ น้ำแข็ง เด็กเยอะขึ้นรายจ่ายเยอะขึ้น บางทีเด็กขอสตางค์ก็ให้ 5 บาท ปีกลางๆ ก็มา 10 บาท ตอนนี้ 20 บาท  

“แต่ก็ภูมิใจหนึ่งทำให้พ่อแม่เขาได้เงิน เด็กๆ เขาห่างยาเสพติดแน่นอนเพราะเราตาม ใครหายตะล่อมพากลับมา ไปอบสมุนไพรให้เหงื่อมันออกคุมซ้อม บำรุง เอาแบงค์ร้อยปูที่ให้เขาเล่นกล้ามท้อง แผ่นหนึ่งเกือบ 3,000 บาท เพื่อให้เขาได้มีความขยันและมาทางมวย เขาเห็นตัวอย่างเพื่อนได้เงินเขาก็กลับมา”

ผลผลิตจากความตั้งใจจริงของครูมวยใต้ทางด่วนผู้นี้ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมาได้ปั้นมวยเด็กหลายๆ คนแล้วคนเล่าให้เติบโตมีค่าตัวหลักหมื่นหรือเรือนแสนและเปลี่ยนชีวิตพวกเกเรเกตุงให้กลับมาฟ้าเปิดมีชีวิตสดใสอีกครั้งหลังหลงเป็นทาสของยาเสพติด

“ค่ายซื้อตัวไป 7 หมื่นบาทสมัยนั้นเพราะเด็กเรามีฝีมือแม้ว่าจะเคยติดยา” ครูเขกล่าวต่อ “แต่ก็มีช่วงหยุดพักค่ายนะ แรกๆ ที่ทำได้ 5 ปี ในตอนนั้นเลิกยุบค่ายไปเพราะถูกค่ายมวยใหญ่ๆ เอารัดเอาเปรียบ  ช่างน้ำหนักเขาบอกช่างก่อนแล้ว จริงๆ มันช่างต่อหน้าถ้าเกินต้องลด คือซ้อมเย็นเหนื่อยแทบตาย อดข้าวน้ำ แล้วต้องไปลดที่เวทีอีก เป็นการทรมานร่างกายมาก

“ก็ไปช่วยเพื่อนทำค่ายที่หมอชิต จนปี 2542 ได้รับการอนุเคราะห์จาก ฯพณฯ พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรีสมัยรัชกาลที่ 9  ท่านมาเปิดลานกีฬาต้านยาเสพติด โดยท่านจะทำมวยเป็นร่ายร่ำไหว้ครู เป็นศิลปะแม่ไม้มวยไทยเพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนห่างไกลยาเสพติด ท่านมาเห็นผมมีความตั้งใจในตรงนี้ เราก็เลยกลับมาทำมวยอีกครั้ง”

ปวารณา ‘ครูมวยใต้ทางด่วน’ จนสิ้นลม

ในวัย 72 ปี ด้วยสังขารและอายุส่งให้มีโรคประจำตัวที่รังควานเจ็บออดๆ แอดๆ บ้างตามประสา แต่ครูเขก็ไม่คิดจะโยนผ้าขาวลาสังเวียนใต้ทางด่วนนี้

เพราะตอนนี้ไม่ใช้เพียงแค่ปัญหาเรื่องของยาเสพติด! แต่อีกหนึ่งปัญหาที่กำลังคุกคามเยาวชนไทยในบ้านเราที่มาแรงไม่แพ้กันคือ ‘เรื่องของเกมและเด็กติดโทรศัพท์’

“เรื่องเกม โทรศัพท์ มากไปตอนนี้ ก็อยากจะดึงตรงนั้นมาอยู่ตรงนี้ ที่ใต้ทางด่วนตอนนี้ก็เลยมีสอนร่ำรายไหว้ครู แม่ไม้มวยไทยให้เด็ก และถ้าอยากจะไปแข่งก็แล้วแต่ผู้ปกครอง มีเพิ่มแอโรบิคมวยไทย คีตะมวยไทยเต้นประกอบเพลง ให้เด็กๆ สนุกกับกิจกรรมอีกแขนงหนึ่ง”

“ก็จะทำจนกว่าจะตั้งการ์ดไม่ไหว” ครูเขยืนยันเสียงหนัก

แม้ว่าร่ายจ่ายจะมีมากในการทำมวยจนครูเขเองต้องลำบากทั้งแรงเงินและแรงกาย แต่ก็ยังจะขอเลือกสานต่ออุดการณ์ดังกล่าวด้วยรอยยิ้มและความสุขที่นอกเหนือตัวเงิน

“ทำมวยต้องใช้เงิน ทุนหมดขาย 4 ล้อไปคันหนึ่งและก็ทำงานหลายอย่างเมื่อก่อน นอกจากตื่นตี 5 พาเด็กวิ่ง เสร็จมาเข้างาน 8 โมงเช้า เลิกงานเลิก 5 โมงเย็น รีบกลับมาคุมเด็กถึง 1 ทุ่ม ไปเล่นดนตรีถึง 4 ทุ่มบ้าง บางทีก็ 2 ยาม (หัวเราะ)

“ผมก็ไม่รู้ชีวิตผมทำตรงนี้อยู่ได้ยังไง ผมยังงง ขับรถมาก็ค่าน้ำมัน แต่มันผูกผันกับเขาไปแล้ว มันอยู่กับมวยมาตลอด ตอนที่ขายมวยไปนอนร้องไห้ทุกวันเพราะเคยสอนแล้วไม่ได้สอน เหมือนมันขาดสิ่งหนึ่งในชีวิตไป ก็เลยไม่คิดจะเลิก” ครูมวยใต้ทางด่วนกล่าวทิ้งท้าย