“เชฟยีสต์” พ่อครัวนนทบุเรี่ยนใจหล่อ ทำข้าวห่อต้านโควิด

วันที่ 01 เม.ย. 2563 เวลา 20:15 น.
“เชฟยีสต์” พ่อครัวนนทบุเรี่ยนใจหล่อ ทำข้าวห่อต้านโควิด
เปิดใจ “นกุล กวินรัตน์” เชฟร้านอาหารคอหมูพระราม5 ย่านนนทบุรี ที่ลุกขึ้นควงตะหลิวมาทำข้าวกล่องช่วยหมอ พยาบาลและคนตกยาก เพื่อปลุกให้คนไทยเห็นถึงการช่วยเหลือที่จะช่วยให้เราฝ่าไวรัสโควิด-19 ไปด้วยกันได้

เรื่อง…รัชพล ธนศุทธิสกุล    

โดยไม่ว่าจะมื้อไหน วันไหน มาแล้วก็มาอีกได้ สำหรับคนที่ตกงานหรือได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ขณะที่แพทย์และทีมบุคลากรโรงพยาบาลและสถาบันทางการแพทย์ ได้มีมื้อเที่ยงแสนอร่อยเป็นกองเสบียงกำลังใจสู้รักษาไวรัสร้าย

เราจึงเดินทางไปพบกับ “ยีสต์-นกุล กวินรัตน์” เชฟและเจ้าของร้านอาหารคอหมูพระราม 5 จากเสียงชื่นชมถึงร้านอาหารใจบุญของคนในเมืองใหญ่บนพื้นที่ 150 ราชพฤกษ์ ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย นนทบุรี 

และเมื่อมาถึงมันก็ซึ่งเป็นอย่างนั้นที่เขาว่า คนจริงไม่พูดเยอะ!

สวัสดีโควิด-19 ‘ยินดีไม่เก็บเงิน’  

เชฟยีสต์บอกว่าจุดเริ่มต้นของการแจกอาหารมีมาแบบไม่ได้ตั้งตัว แต่การร่วมเป็นจิตอาสาเกิดจากความตั้งใจช่วย โดยเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางการประชุมของเจ้าของร้านรวงต่างๆ ซึ่งให้บริการในพื้นโครงการสวนดอกลำเจียกที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 ทำให้เขานั้นได้รับรู้ความยากลำบากของพี่น้องร่วมอาชีพบางคนที่รายได้เริ่มสวนทางรายจ่าย หลายคนถูกลดเงินและบางคนร้ายแรงถึงขนาดต้องตกงาน  

“ผมเป็นหนึ่งในนั้นที่ร้านอาหารรายได้มันคงที่รายได้มันลดลงแล้วทุกคนก็วิตกกังวลกันว่ามันจะแย่ๆ ซึ่งแม้ว่าเรายังเอาตัวรอดได้อยู่ที่ยังพอขายได้ จึงรู้สึกว่ายังไม่ได้กระทบมากในตอนแรก จนวันที่เขาเรียกประชุมทำให้รู้ว่าหลายคนโดนลดเงินเดือน 20-30% มีคนตกงานกันไปแล้ว” 

เชฟยีสต์จึงเริ่มที่จะฉุกคิดขึ้นมาว่าตัวเขานั้นจะทำอะไรได้บ้างหรือไม่ รุ่นพี่ที่นับถือกันก็โทรเข้าจุดกระกายความคิด โดยการมาว่าจ้างให้ช่วยทำอาหารเพื่อนำไปแจกแพทย์และบุคลากรโรงพยาบาลเป็นกำลังใจในการสู้รบกับไวรัสโควิด-19

“รุ่งขึ้นพี่ปุ๊ก บริษัทซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) ที่ให้ผมเป็นพิธีกรทำอาหาร เขาโทรมาบอกว่าอยากทำข้าวกล่องไปแจกพวกคุณหมอตามโรงพยาบาล หลังจากวางสายก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเขาช่วยคนอื่น ขณะที่เราพะยายามจะทำให้ร้านเรารอด พนักงานเราไม่ต้องหวงเรื่องเงินเดือน ไม่โดนปลดออก เราก็รู้สึกว่าอย่างน้อยๆ เราทำอะไรได้บ้างในฐานะร้านอาหาร”

ข้าวสารมี วัตถุดิบพร้อมจากระบบงานที่ต้องมีการสั่งเพื่อลดต้นทุนอยู่แล้ว ไหนจะทีมพนักงานนับสิบชีวิต จากอาสารับหน้าที่กุ๊กผัดข้าวช่วยหมอและพยาบาลร่วมกับรุ่นพี่ที่เคารพ เขาก็ยังเสริมเติมภารกิจ ‘คอหมูพระราม 5’ แจกอาหารฟรีๆ ให้กับผู้คนที่ตกงานและได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิดอีกด้วย

“อย่างตอนยังไม่ได้เปิดร้านเป็นหัวหน้าเขา เงินเดือนออกช้าเอาแล้วเป็นเดือดร้อนเขาโทรหาเรา ผมต้องผ่อนบ้าน จากค่าห้อง ค่ารถ นั้นยังได้ครบแต่ช้า ตอนนี้มันหนักกว่าเดิมมาก เราก็เลยทำแจกเพราะอย่างน้อยๆ เอาข้าวไปกินฟรี มื้อสองมื้อก็ช่วยเซฟ

“นั้นคือจุดเริ่มต้น ไม่ได้คิดว่าต้องทำบุญ ไม่ใช่สายนั้น คิดว่าการทำดีแล้วเราสบายใจแค่นั้นเอง เพราะช่วงนี้มันมีแต่คนเดือดร้อน ข้าวจำนวน 100 กว่ากล่องต่อวันต่อคนเป็นล้านๆ ที่ได้รับผลกระทบตอนนี้  มันก็เป็นแค่จุดเล็กๆ แต่ถ้าไม่มีคนช่วย มันก็จะยิ่งแย่กันไปเรื่อยๆ”

7-8 อย่างอาหาร ‘มาเพื่อน’ สู้ไปด้วยกัน

เชฟหนุ่มวัยจะย่างเข้า 35 หลังจากย่างก้าวเข้ามาอาสาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้พี่น้องคนไทยก้าวผ่านพ้นไวรัสโควิด-19 ก็รุดบอกทีมงานในร้านใครตกงานที่ร้านให้เขาเลือกเมนูได้เลย ไม่มีกำหนดประเภทอาหารและจำนวนมื้อ  

“มีคนถามว่ารู้ได้ไงว่าเขาตกงานจริง ไม่รู้หรอกถ้าเขามาขอก็ให้เขา เราไม่ได้จะต้องเดินไปซักประวัติ คิดจะช่วยก็คือช่วย ให้เขาเลือกเลยจะเอาหมูย่าง ซี่โครงหมูย่าง นมย่าง หมูย่างพริกแกงหอมเสฉวน หมูชาชูซาเตี๊ยะ หมูตุ๋นใส่กุนเชียงย่าง แกงกะหรี่ระแวงใส่กุนเชียงย่าง” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม ซึ่งเช่นเดียวกับคนที่ได้รับประทานอาหารฝีมือเขาเพราะไม่การแบ่งแยกเกรดอาหารนั้นทำแจกหรือทำขาย

“ของที่ทำแจกก็เหมือนมาซื้อ แค่ไม่ต้องจ่ายเงิน ไม่รู้จะแบ่งทำไม สั่งของมาก็สเปกเดียวพร้อมกันหมด จะเพิ่มอีกสเปกมันก็ตลก อย่างที่บอกเราก็แค่ส่วนๆ หนึ่งที่เราช่วยได้ ถ้ามีกำลังทรัพย์มากกว่านี้ก็อยากช่วยมากกว่านี้ แต่ ณ ตอนนี้ทำไหวแค่นี้ก็ทำไปก่อน

“ที่สำคัญคือมีคนมาเห็นแล้วมาจุดประกาย ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพราะหลายคนการกระจุกที่เดียวมันไปไม่ถึง เราสามารถประเมินตัวเองได้ว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้างเราก็ทำ มีแรงก็ช่วยแรงก็ได้ ก็มีหลายคนที่พอเวลามีคนยื่นมือมาช่วยมันรู้สึกดี ฉะนั้นคนที่เราช่วยเหลือก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน มีเพื่อน เพื่อนทำอันนี้ได้ก็ไปร่วมกับเพื่อน”

น้อมรับคำชม แต่ไม่หวังโปรโมทร้าน

“คนชมเราก็ดีใจ ตอบแบบไม่ตอแหล แต่มันไม่ใช่จุดประสงค์หลักของเรา วันนี้ทุกความรู้สึกคือเหมือนอยากไปเตะบอลแล้วแต่ไม่ได้เตะ” เชฟยีสต์เผยและยืนยันด้วยการขอบคุณลูกน้องทุกคนก็ให้ความร่วมมือ ตอนเช้าตื่นไวกว่าเดิม 2 ชั่วโมงจาก 11.00น. มาเป็น 09.00น. เพื่อมาเร่งมือกันให้ทันส่งอาหารแก่ทีมแพทย์ พยาบาลและคนคนงานที่ลำบากตอนเที่ยง 

“แรกๆ คิดว่าจะไม่โพสต์ แต่ตอนแรกที่ติดป้ายแจก มีคนมารับแค่ 1 คนรู้สึกว่ามันไม่เห็นผล ก็เลยลงเฟซบุ๊กช่วยกระจาย เพราะตอนนี้เราแย่งกันซื้ออาหาร ไข่แพง แมสหน้ากากขึ้นราคา เพราะทุกคนกำลังห่วงตัวเองอยู่ ไม่ได้มองว่าเห็นแก่ตัว มันเกิดวิกฤตไม่ผิดที่ห่วงครอบครัว แต่อาจจะทำให้ลืมนึกถึงคนอื่นไป

“ผมคิดและผมเริ่มทำแค่นั้น ไม่ใช่คนที่พิเศษกว่าใครเลย คุณหมอ พยาบาลที่ช่วยพี่ๆ พวกนั้นคือของจริง” เขาพูดทิ้งท้ายแต่ไม่ท้ายสุด หลังคำกล่าวก่อนที่จะเดินไปขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ขับไปส่งอาหารให้กับทีมบุคลาการทางการแพทย์

ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องฉาดฉายเงาอีกทอดหนึ่งที่ตกกระทบผู้ชายธรรมดาที่รักการทำอาหารที่วันหนึ่งได้ริหรือเริ่มสิ่งดีๆ ที่มากพอจะเรียกด้วยคำสวยๆ อย่าง เชฟใจหล่อต่อท้ายฐานะคนทำอาหารคนหนึ่งที่บรรเทาเยียวยาผู้คนให้ก้าวพ้นไวรัสโควิด-19 ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ