"อีฟ-นันท์นภัส" สาวรับเหมาก่อสร้าง 'โอกาสและชีวิต' คนยากไร้

วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 16:18 น.
"อีฟ-นันท์นภัส" สาวรับเหมาก่อสร้าง 'โอกาสและชีวิต' คนยากไร้
คนต้นแบบความดีและความสำเร็จ พ.ศ. 2562 อดีตสาวตกงาน ไร้บ้าน ที่ได้รับโอกาสจนกลายเป็นเจ้าของบริษัทรับเหมา และลุกขึ้นช่วยเหลือคนยากไร้ด้อยโอกาสให้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง

*********************

โดย...รัชพล ธนศุทธิสกุล

โดยในอดีต “นันท์นภัส รุ่งหิรัญทรัพย์” หรือ “อีฟ” เคยได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ทั้งเรื่องความรู้และช่องทางในการสร้างตัวจนประสบความสำเร็จ ผันชีวิตจากติดหนี้นับล้าน บ้านถูกยึด ต้องทำงานตั้งแต่เช้าเป็นแม่ค้า ตกบ่ายกลายเป็นคนขายตรง เป็นเซลล์รถมือสอง ฯลฯ 

วันๆ แทบไม่ได้พัก แถมทำไปสักพักยังถูกโกง ทำให้รู้ซึ้งรสชาติความลำบากดี ดังนั้นเมื่อเธอกลับมายืนได้สำเร็จจึงเลือกที่จะมอบโอกาสอย่างที่เคยได้รับให้กับคนอื่นๆ เป็นจิตอาสาช่วยเหลือคนตกทุกข์และด้อยโอกาส ฟื้นชีวิตได้อีกครั้ง 

“โอกาสเพียง 1 เขาสามารถกลับมามีโอกาสอีกครั้ง” เธอเปิดฉากสนทนาสั้นๆ พร้อมกับมองไปที่รางวัล ‘รางวัลสุวรรณกาย’ คนต้นแบบความดีและความสำเร็จ และรางวัล ‘คนดีของสังคม’ ประจำปี 2562 ซึ่งเธอได้รับช่วงปลายปี 2562 ที่ผ่านมา

“ทั้งแม่ เพื่อน คุณนาย พี่ผู้ใหญ่ที่ให้ช่วยจ้างงานเรา ทำให้เราพลิกชีวิตขึ้นมาได้ เราก็เลยอยากให้โอกาสคน เจอคนที่กำลังขาดโอกาส คนที่กำลังลำบาก คนๆ นั้นเขาอาจจะเป็นหัวหน้าครอบครัว การได้รับการช่วยเหลือเท่ากับว่าคนเบื้องหลังอีก 2 คน 3 คน หรือทั้งหมดของครอบครัว เขารอดไปด้วย”

ความลำบาก ‘อาจารย์’ สอนทำดี

นันท์นภัส สาวฝั่งธนพ่อมีครอบครัวใหม่ เติบโตมากับแม่ข้าราชการทหารอากาศเพียงลำพัง และด้วยภาระหน้าที่ดูแลตา-ยายที่อายุเยอะและป่วยเป็นมะเร็งทั้งคู่ เธอจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อแบ่งเบาภาระแม่ตั้งแต่เด็กๆ เริ่มตั้งแต่ไป-กลับโรงเรียนเอง กระทั่งเดินตามความฝันเรียนดีไซน์เสื้อผ้าที่แม่รัก

“ที่จำได้ก็ชีวิตลำบาก แม่ไปราชการบ่อย บ้านก็โยกย้ายบ่อย อีฟย้ายโรงเรียนทั้งหมด 4 รอบ แรกๆ แถวกทม. จนช่วงอายุ 15 ไปอยู่ต่างจังหวัด 1 ปี แต่พอตากับยายเสียก็กลับมาเรียนต่อ”  เธอเผยน้ำเสียงเรียบ เพราะชีวิตยังไม่หมดความลำบากพายุร้ายของเธอเพิ่งอยู่ในขั้นก่อตัวเท่านั้น

“แม่ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย ต้องออกจากเรียนปวส.ปี2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตโชติเวช เพราะหมอบอกแม่อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน”  วิธีสร้างปาฏิหาริย์ทางเดียวที่หมอแนะนำคือต้องทำให้คนไข้มีกำลังใจ เธอจึงตัดสินใจแต่งงานกับแฟนหนุ่มตามที่แม่ต้องการให้แม่หมดห่วงว่ามีคนดูแล

“แม่อยู่ถึง 2 ปี ก่อนจะเสีย ยังจำภาพแม่อุ้มน้องได้อยู่เลย” เธอบอกพร้อมยิ้มรับความสุขต่อให้แลกมาด้วยหนี้ร่วม 3 ล้านบาท

“เริ่มจากประนอมหนี้บ้านกับธนาคาร ไปเซ็นโอนหนี้จากเพื่อนแม่ที่ช่วยเหลือค่ารักษาส่วนต่างของสวัสดิการ ต่อจากนั้นไปทำงานทุกอย่าง ขายขาหมูลานเบียร์ ส่งน้ำส้ม จับรถมือสองขาย ได้เงินมาทั้งหมด 6 เดือนแรกจ่ายโรงพยาบาล 6 เดือนหลังตัดส่วนสุดท้ายของบ้านที่ธนาคารขายพร้อมกับหนี้เพื่อนแม่

“จากนั้นไปขายรถมือ 2 ต่อที่ใต้ ถูกโกงหมดตัวกลับมา บ้านไม่มีก็ต้องย้ายเช่าเริ่มต้นใหม่ช่วยกัน 2คน ทำตบแต่งภายในช่วยแฟน แต่ก็ล้มอีก ไม่มีเงินจะกินข้าว เพื่อนยื่นมือช่วยเรื่องเงินและที่พักอาศัย ตอนนั้นสารภาเลยไปนั่งเอ๋อๆ อยู่ที่ท้องสนามหลวง มองดูคนนั่งกินอาหารกัน นั่งเล่นกัน แต่เราไม่รู้จะทำอะไรพรุ่งนี้เลย แต่หนี้มาแน่ๆ” เธอกล่าวลากยาวถึงจุดประสงค์แรกที่เมื่อเห็นคนลำบากจึงต้องเข้าช่วยเหลือ

 

1 โอกาส อาจพลิกชีวิตมากกว่า 1 

จังหวะชีวิตที่ผ่านมาการล้มเหลวเป็นความผิดพลาดและขาดประสบการณ์ในการทำธุรกิจ แต่เธอเกิดขึ้นมาใหม่ได้ด้วย ‘โอกาส’ จากผู้ใหญ่ใจดีที่ให้ความรู้อุดรอยรั่วนั้น จึงมีสัญญาใจกับตัวเองเมื่อดีขึ้นแล้วต้องส่งความช่วยเหลือต่อ

“ช่วงขายของตรง เพื่อนชวนให้ไปเรียนนวดหน้าเป็นเพื่อน ซึ่งพี่ที่สอนเป็นช่างแต่งหน้าให้ดาราฮอลลีวูด และได้ไปนวดให้คุณนายที่ทำธุรกิจประสบความสำเร็จ หลายๆ คนเวลานวดเขาก็จะมีคุยเรื่องธุรกิจจากเขา บางทีเขาก็สอน เวลาเราจะทำธุรกิจอะไร เราต้องบาลานซ์ความเสี่ยง แบ่งธุรกิจเป็น 2 ฝั่ง สอนเรื่องการเก็บเงิน แนะการทำธุรกิจเงินสด ลดเชื่อที่มีความเสี่ยงโกง เอาเปรียบจ่ายแต่ไม่ครบแบบที่เคยเจอมา”

ต่อจากนั้นนันท์นภัสได้นำความรู้ที่มีมาผนวกเข้ากับประสบการณ์ตัวเองที่มีด้านการตกแต่งภายใน ธุรกิจผู้รับเหมาก่อสร้างจนพาตัวเองลุกขึ้นได้ และความสำเร็จนั้นยิ่งเปิดโลกของการช่วยเหลือให้กว้างขึ้นอีกด้วย

“เราทำเต็มที่ ตรงต่อเวลา รับปากระบุวันไหนเป็นคำนั้น จนเขาก็บอกปากต่อปาก ชมงานดี ผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่งที่เรียกว่าลูกค้าประจำก็ว่าได้ ถามว่าทำไมเราไม่จ้างต่างด้าว คนไทย แพงกว่าด้วย 1.คือคุณภาพงานฝีมือ ยอมกำไรน้อย 2.เราอยากช่วยเหลือคนไทยก่อน จ้างต่างด้าวเงินรั่วไหล คนไทยที่อยากทำงานจริงๆ ที่โอกาสเหลือน้อยแบบเราที่เป็นมาก่อน ท่านก็ให้เราไปสร้างต่อเลยหลังที่ 2 และ 3 พร้อมกับบอกคนอื่นๆ ให้เรียก ‘ช.รุ่งหิรัญทรัพย์' บริษัทรับเหมา

“เราเลยอยากจะส่งต่อเรื่องของการให้และการช่วยเหลือ เราได้รับการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน จากทั้งแม่ เพื่อน คุณนาย พี่ผู้ใหญ่ที่ให้ช่วยจ้างงานเรา ทำให้เราพลิกชีวิตขึ้นมาได้ เพราะบางคนแค่ต้องการโอกาสเพียง 1 เขาสามารถกลับมามีโอกาสอีกครั้ง แบบเดียวกับเราผ่านการล้มเหลวมาได้และกลับมามีโอกาสอีก ดังนั้นเมื่อเจอคนที่กำลังขาดโอกาส คนที่กำลังลำบาก คนๆ นั้นเขาอาจจะเป็นหัวหน้าครอบครัว การได้รับการช่วยเหลือเท่ากับว่าคนเบื้องหลังอีก 2 คน 3 คน หรือทั้งหมดของครอบครัว เขารอดไปด้วย”

สร้างทัศนคติสังคมทำดี

การเดินหน้าสานต่อเพื่อช่วยเหลือและแบ่งปันต่อคนขาดโอกาสของอีฟ ได้ขยับเพิ่มขึ้นเมื่อได้รู้จัก “ปรเมศร์ มีสมภพ” ทหารอากาศจิตอาสา เจ้าของรางวัลพระราชทานประชาบดี หลังพากันช่วยเหลือแบ่งปัน ซึ่งถึงวันนี้ก็ 6-7 ปี แล้วด้วยกัน

“งานแรกน้องเมศส่งคนผูกคอตายญาติไม่มีเงินซื้อโลง งานสองเป็นเจ้าภาพงานศพ รับเคสโรงพยาบาลรับศพเด็กฌาปนกิจ ที่เราช่วยบริจาค ส่วนลงพื้นที่งานแรกคือ ‘งานจิตดีเพื่อน้อง’ มอบเงินและสิ่งของให้น้องๆ ที่พระราม8”

การช่วยเหลือค่อยๆ มุ่งสู่คนขาดปัจจัย 4 เพื่อทำให้ผู้ด้อยโอกาสสามารถเดินต่อสู้ชีวิตได้อีกครั้ง อาทิ การสร้างบ้านช่วยเหลือตา-ยายที่ทรุดโทรมไม่น้ำประปากับไฟฟ้า บูรณะโรงครัววัดที่เก่าแก่ให้ใช้งานได้ดีขึ้น เด็กๆ ที่ขาดเงินทุนการศึกษา อุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างแพมเพิส เป็นต้น  

“กำลังเรามีมากขึ้นเราก็ทำมากขึ้น โครงการใหญ่ๆ ก็เลยเกิดขึ้นอย่างล่าสุด เป็นหนึ่งในส่วนร่วม 100 โรงเรียน 1 ชุดกีฬา กับท่านดร. วิริยะ ลิขิตวงศ์ แต่เราก็ไม่ทิ้งการช่วยเหลือเดิมเล็กๆ หรือวัตถุประสงค์ของเราในการสร้างสังคมแห่งการช่วยเหลือ สังคมแห่งการช่วยเหลือก็คือการที่เราดูศาสตร์ฮวงจุ้ยให้กับคนเพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น จากแต่เดิมอาจจะกำลังลำบาก กำลังล้มละลาย พอเราช่วยเขารอด เราก็จะบอกบุญคนหลายๆ คนให้ไปช่วยอีกหลายๆ และขอให้ไปร่วมงานทำบุญทานกับเราบ้าง” เธอเผย ขั้นตอนรูปแบบการทำความดีและแบ่งปันช่วยเหลือที่แฝงการสร้างทัศนะคติใหม่ให้มีพลังแห่งการทำดีพร้อมกับตอบแทนสังคมช่วยเหลือคนอื่น

“แรกๆ เราก็ทำบุญไม่บอกใคร กลัวสังคมมองทำเอาหน้า ก็เลยไม่บอก แต่ตอนหลังสิ่งที่ขึ้นในกลุ่มและคนที่เราไปช่วยเกิดการส่งต่อ ทำให้รู้ว่าการบอกเรื่องดีๆ บอกไปเรื่อยๆ วันหนึ่งมันก็จะดังขึ้นและคนในสังคมก็จะดีขึ้น”

และด้วยวิธีการนี้หากคนๆ หนึ่งช่วยคนได้ 10 คน การสร้างคนขึ้นมาให้ตระหนักก็เท่ากับจำนวนคนที่จะส่งต่อความดีทวีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันสมาชิกที่ร่วมด้วยช่วยในกรณีดังกล่าวกว่า 40 คน

“พอเราช่วยเหลือหรือให้โอกาสคนที่ด้อยโอกาสโดยไม่หวังผลตอบแทน แล้วเขากลับมามีโอกาสในชีวิตอีกครั้งได้ มันสร้างทัศนคติใหม่ให้กับเขา เปลี่ยนความคิดไปเลย เขาจะอยากจะทำดีทำทาน-บุญ คอยถามมีเคสไหนไหมร่วมด้วย เลิกเห็นแก่ตัวเพราะยุคสมัยเปลี่ยน ทุกคนทำงานหนักเหนื่อย หาเงิน กลายป็นคนรู้จักให้คนอื่นเหมือน กลายเป็นให้พลังแห่งการทำดีและตอบแทนสังคม แบบที่เขาเคยได้รับ”