กู้ชีพเป็นชีวิต ช่วยคนเป็นจิตใจ “สุชาติ กีระพันธุ์” ชายอาสาหัวใจน่ากราบ

วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 16:15 น.
กู้ชีพเป็นชีวิต ช่วยคนเป็นจิตใจ “สุชาติ กีระพันธุ์” ชายอาสาหัวใจน่ากราบ
เปิดใจอาสากู้ภัยคนรุ่นใหม่ “ฮาดิษ-สุชาติ กีระพันธุ์” ผลิตผลความดีจากนายกคนยาก ‘บิณฑ์-ไทด์ บรรลือฤทธิ์’ คนเบื้องหลังภัยพิบัติที่ไม่หวังชื่อขอแค่พิทักษ์วันวิกฤตพี่น้องชาวไทย

********************************

โดย…รัชพล ธนศุทธิสกุล

จำเป็นไหมที่ต้องยิ่งใหญ่! และทำสิ่งใดแบบพลิกสถานการณ์ทั้งหมดถึงต้องถูกเอ่ยชื่อ

เพราะคนทำดีไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ผลมันก็คือดี

และนั้นคือ “ฮาดิษ-สุชาติ กีระพันธุ์” หนุ่มกตัญญูกู้ภัยวัย 27 ปี ผู้เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่คอยพยุงและช่วยเหลือสังคมเมื่อยามทุกข์ ตลอดระยะเวลากว่าเกือบ 10 ปี ที่ควรเล่าให้ประจักษ์ 

นายกคนยาก “แรงบันดาลใจผม”

เมื่อยังเล็กเป็นเด็กคนเรามักจะเห็นอะไรก็ชอบอย่างนั้น ด.ช.บังดิษก็เช่นเดียวกัน ความฝันของเขาก็คือการเป็นอาสาสมัครตามแบบอย่างไอดอล ‘บิณฑ์และไทด์’ พระเอกละครจอแก้วและจอเงินหรือที่สื่อตั้งให้เป็นนายกคนยาก แบกความเป็นร่วมกตัญญูอยู่บนบ่า เป็นภาพจำตั้งแต่ ป.4

“มันเป็นความบังเอิงหรือฟ้าลิขิตผมก็ไม่แน่ใจ แต่วันนั้นพ่อกับแม่พาขับรถไปบนถนนใน อ.องครักษ์ จ.นครนายก และผมเห็นพี่ๆ เขาช่วยเหลือคนที่รถชนอยู่ ก็รู้สึกชอบตั้งแต่นั้น ไม่เคยฝันเป็นตำรวจหรือทหาร” เขากล่าวพร้อมกับสไลด์สมาร์ทโฟนไปดูรูปฉีกยิ้มกว้าง

“ช่วงนั้นผม ป.4-5 และผมก็เป็นชอบเห็นคนแล้วสงสาร เพราะคำในพระคัมภีร์สอนว่าทุกคนเป็นพี่น้องกัน มีเรือนร่างอันเดียวกัน  ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งเจ็บ อีกส่วนหนึ่งก็ต้องเจ็บด้วย”ฮาดิษบอกว่าในเวลานั้นต่อให้ยังเด็กวุฒิภาวะไม่เหมาะสม แต่ความฝันก็บินไกลข้ามหลักกิโลเมตรวัยไปแล้ว  “คิดว่าจะทำอย่างไรที่จะได้ใส่ชุดนี้ได้บ้าง”

“ผมก็ขวนขวายจนได้ทำงานอาสาตอนอายุ 17 ความรู้สึกที่เจอพี่ๆ ยิ่งกว่าเด็กๆ จำได้แม่นวันนั้นมีงานเทกระจาดเราไปเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิร่วมกตัญญู เดินไปขอถ่ายรูป ขอกอด บอกมีความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กอยากเป็นแบบพี่”

และแบบนั้นจริงกว่า 10 ปี ที่ฮาดิษอาสาร่วมกตัญญู จ.นครนายก ในรหัสเรียกองค์รักษ์ 49 

“พอมาทำเราก็มีคติที่ยึดในการช่วยเหลือว่า ลองหยิกแขนตัวเอง เรายังรู้สึกเจ็บได้ คนอื่นที่เขาประสบอุบัติเหตุเขาก็เจ็บ และเจ็บมากกว่า ก็เอาตรงนี้มาใช้เป็นแกนหลักดำเนินชีวิตการเป็นกู้ภัยที่หลายคนมักสงสัยเราทำไปเพื่ออะไร”

ประวัติของ “ฮาดิษ-สุชาติ” เกิดและโตเป็นคนคลอง 14 จ.นครนายก ตามบรรพบุรุษชาวอิสลามที่มาลงหลักปักฐาน พ่อมีอาชีพค้าขายไก่อบฟางวิ่งส่งตามงานบุญ งานเลี้ยงต่างๆ ส่วนคุณแม่ตัดเย็บเสื้อผ้า ขณะที่ตัวเขาเองนั้นเป็นเจ้าของกิจการปลาเผา ‘ร้านสถานีปลาเผา’ ขายตามออเดอร์และออนไลน์

ในวัยเพียง 27 ปี ฮาดิษเป็นส่วนหนึ่งที่อาสาช่วยเหลือสังคมให้ผ่านพ้นความทุกข์ยากทั้งน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่กรุงเทพฯ เหตุการณ์เรือล่มหน้าวัดสนามไชย จ.อยุธยา, ตึกถล่มย่านคลอง 6 , ผนึกกำลังร่วมช่วย 13 ชีวิตทีมหมูป่า, แบ่งรับพิษพายุโพดุล และน้ำท่วมใหญ่ในรอบ 17 ปี ของพี่น้องชาวอุบลราชธานี

ปวดเมื่อเห็น ‘เพื่อนมนุษย์’ เจ็บ

ฮาดิษ เล่าว่าตอนแรกจากแค่จะลองทำถ้าไม่ไหวก็ถอนตัวออก แต่พอเข้ามามันถอยไม่ได้ จนมีผู้ติดตามทางเฟซบุ๊กกว่า 70,000 คน

“วันนั้นมีศพเสียชีวิตประมาณ 4-5 วัน อยากจะไปด้วยความเท่สนุก เจอของจริงๆ พี่ๆ เขาก็เหมือนจะรับน้อง เขาก็ไม่บอกว่าเป็นเคสอะไร บอกแค่เสียชีวิต ไปเห็นศพนอนตรงบันไดบ้าน ก็ไม่กล้าเข้า ก้อยู่เฝ้ารถ พอเก็บเสร็จก็เอามาใส่ที่รถด้านหลัง เรานั่งตรงนั้นข้างหน้าพี่ๆ ก็แย่งที่นั่งหมดเลย ผมกลัวมากกลับมาบ้านนอนไม่หลับเลย” เขาเผยประสบการณ์แรก

แต่สิ่งที่ทำให้ฮาดิษทำต่อแม้ว่าใจหนึ่งก็กล้าๆ กลัว คือหัวใจที่เจ็บปวดเมื่อเห็นผู้ที่ลำบาก

“คิดดูว่าทำไม ผู้เสียชีวิตเขาต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ เมียก็ทิ้ง ลูกก็ไม่สนใจ ต้องอยู่คนเดียวดายตามลำพัง ชีวิตมันไม่ควรต้องเจอเรื่อง หรือ คนหนึ่งกำลังเจ็บอยู่ เราเห็นเราก็สะเทือนใจ นั้นคือเราเจ็บด้วย”

ฮาดิษจึงไม่เพียงเป็นอาสาช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุเท่านั้น แต่ยังมองข้ามช็อตไปถึงตัวอย่างในการ ป้องกันและให้ตระหนักในสติ เพื่อให้เหตุที่เกิดขึ้นในอนาคตน้อยที่สุด โดยการไลฟ์สดในเฟซบุ๊ก

“อันนี้เป็นหลักการอันเป็นข้อบังคับสำหรับสังคม (ฟัรดูกิฟายะฮ์) ได้แก่ หน้าที่ต่างๆ ทางสังคม ซึ่งนับตั้งแต่สังคมหน่วยเล็กสุด คือ ครอบครัว จนถึงสังคมที่ใหญ่ที่สุดคือ ประเทศชาติ บุคคลจะต้องรับผิดชอบสังคมด้านต่างๆ มากมาย”

และศาสนาอิสลามได้มีบัญญัติให้ทุกคนได้แสดงความรับผิดชอบนั้นอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ ด้าน ทุกคนต้องเสียสละเพื่อครอบครัว เพื่อสังคม เพื่อประเทศชาติ ศาสนา สำหรับมุสลิมแห่งสยามก็คือ ต้องเสียสละเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันหลักของชาติไทยเรา

“ผมช่วยตรงนี้และผลบุญนั้นทำให้ผมรอดตาย จากที่ตอนเช้าไปช่วยรถตู้ประสบภัยที่แถวบ้านอ.องค์รัก มีผู้เสียชีวิต 7 ศพ หนังสือพิมพ์มาสัมภาษณ์เหตุการณ์ที่เกิด ปรากฏว่าตกกลางคืนโดนรถชน สลบอยู่ไอซียู 3 เดือน จนที่บ้านทำใจเพราะเลือดคั่งในสมอง ซีกโครงหักทิ่มปอด

 

“แต่ 7 วันเกิดปาฏิหาริย์ ผมกระดิกเท้าและมือได้” เขากล่าว ในวันที่ความทรงจำยังลางเลือนและต้องนอนติดเตียงอีกถึง 7 เดือน ทว่านั้นกลับทำให้เขาบรรลุเป้าหมายชีวิตในชีวิต

“มองเพดานแล้วก็คิดเราทำดีย่อมได้ดี จริงมาก ไม่ต่างจากคนพุทธ ผมรอดตายมาได้เชื่อเลยทำดีได้ดีแบบคนพี่ๆ น้องๆ บอก หรือลึกลงไปในคำสอนศาสนาอิสลาม คือคำสัญญาของพระเจ้า เราสัญญาอะไรกันไว้ เขาจะไม่ให้คำพูดของเขาเป็นหมั่น เราทำดีพระเจ้าก็ตอบแทนให้”

“ต้นแบบดี” ทอดเงาที่ดีตาม   

ฮาดิษ เผยว่าแม้ความลำบากในการไปช่วยเหลือจะทำให้สุขส่วนตัวลดหายไป แต่สำหรับคนอาสาอย่างเขาเพียงแค่ได้รอยยิ้มก็เสมือนยาโด๊ปเพิ่มแรงขึ้นอีก 1 เท่าตัว

“อย่างตอนไปช่วยน้ำท่วมอุบลฯ ขับ8-9 ชม.ขับรถ ไม่นอน แต่พอไปลงพื้นที่ความง่วงมันหายไปหมด เพราะน้ำใจชาวบ้านเขาเอาใบเตยและใบมะกูดทำเป็นรูปดอกกุหลาบมาแจกเจ้าหน้าที่และอาสาที่ไปช่วยเหลือเข้า”

ฮาดิษประธานชมรมมุสลิมอาสาพัฒนาสังคมที่ร่วมก่อตั้งย้ำว่า “ต้นแบบดี เงาที่ตามมาก็ดี”

ประธานชมรมมุสลิมที่ผลักดันคืนคนดีสู่สังคมจากการนำพาเยาวชนที่หลงผิดติดยา สู่การชักชวนและขอสปอนเซอร์ให้น้องๆ มีงานอดิเรกผ่านลูกหนังหลายต่อหลายรายบอกอีกว่า “การทำดีมันเป็นสิ่งที่ต้องมีบนโลกใบนี้ สังเกตตอนปี 2554 อาสาสมัครยังไม่คิดเท่าขนาดนี้ แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีความคิดที่ดี มีภัยที่ไหน มีน้ำท่วมที่ไหนรับของบริจาคและไปส่งให้ผู้ประสบภัยกันเพียบ” 

และหากเราช่วยกันพัฒนา เขาบอกว่าแน่นอนต้องก้าวไปในทิศทางที่ดี ซึ่งเขาเองนั้นก็อยากให้ช่วยกันเพราะส่วนตัวอาดิษเองนั้นก็จะไม่หยุดที่จะทำตรงนี้เช่นเดียวกัน...

"ผมมีชีวิตอีกครั้งเพราะช่วยคน ชีวิตต่อไปก็จะช่วยคนอย่างนี้ต่อไป เรื่องอื่นผมไม่ได้คิด" เขากล่าวทิ้งท้ายแม้ว่าชื่อของเขาจะไม่เป็นที่รู้จักหรือจดจำ เพราะหัวใจเขานั้นอุทิศให้การช่วยเหลือเพื่อสังคมไปหมดแล้ว

 

 

 

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต