“ภูวนัย ภัทรโภคิณ” สตาร์ทอัพอสังหาฯดาวรุ่ง “ไอเดียไม่สำคัญ แต่ต้องเริ่มทำอะไรบางอย่างก่อน”

วันที่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 14:40 น.
“ภูวนัย ภัทรโภคิณ” สตาร์ทอัพอสังหาฯดาวรุ่ง “ไอเดียไม่สำคัญ แต่ต้องเริ่มทำอะไรบางอย่างก่อน”
เปิดเส้นทางเด็กกำพร้า ขาดทุนทรัพย์และการยอมรับจากครอบครัว มาทำ ‘Livinginsider’ แพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสอสังหาริมทรัพย์ ที่หลายคนบอกว่าดีที่สุดของเมืองไทยตอนนี้ ได้ยังไง?

*********************************

โดย…รัชพล ธนศุทธิสกุล

ด้วยระยะเวลาเพียง 4 ปี ‘Livinginsider’ ธุรกิจสตาร์อัพเว็บไซต์ให้ขาย-เช่าบ้านและคอนโด มีเพจวิวสูงถึงเดือนละ 2 ล้าน 5 แสน มียูสเซอร์เข้าใช้งานกว่า 6 แสนคนต่อเดือน

ด้วยวัยเพียง 37 ปี “ตาล-ภูวนัย ภัทรโภคิณ” นักธุรกิจหนุ่ม ค่อยๆ เติบและโตพลิกชีวิตจากศูนย์ น็อคเอาท์ความล้มเหลวชีวิต

“Livinginsider เปิดปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้ว ถือว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย เดือนหนึ่งมีคนเข้าใช้ 6 แสนต่อเดือน ส่วนเพจวิวประมาณเดือนละ 2.5 ล้าน คือเข้ากูเกิลเสิร์ชหา เช่าบ้าน ขายคอนโด เป็นต้องเจอ” สตาร์ทอัพหนุ่มเชียงใหม่วัย 37 กล่าว

ลงทุน

“ชีวิตมันไม่มีทางลัด จะสร้างตัวสร้างชีวิต ก็ต้องโดนกดดันกันมาก่อน เหมือนเป็นภูมิคุ้มกันร่างกาย” เขากล่าว พร้อมกับเล่าถึงภูมิคุ้มตัวเองได้เริ่มขึ้นเมื่อตอนเขาอายุได้เพียงแค่ 3 ขวบ หลังพ่อเขาเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง แม่ซึ่งเป็นแม่บ้านไม่ได้ทำงานจึงไม่มีเงินเลี้ยงดู เขาเลยต้องไปอาศัยอยู่กับน้าสาวที่โคราช

“เจอแม่ 2 ปี หน ก็เลยเป็นเด็กค่อนข้างมีปัญหา เพราะขาดความอบอุ่นและไม่มีใครยอมรับ เนื่องจากที่บ้านไม่อนุญาติให้ดูทีวี เวลาทำงานบ้านเสร็จก็จะไปเข้าห้องเอาหนังสือเรียนเก่าๆของรุ่นพี่มาวาดรูปเล่นตามเรื่อยจินตนาการณ์ แต่พอวาดบ่อยเข้า มันผ่านตาก็กลายเป็นอ่าน ถึงเวลาสอบผลได้ที่ 1 จากไม่รู้ว่าการยอมรับเป็นไง เพื่อนๆก็ชมชอบให้มาสอน น้าก็เอาไปบอกลูก เลยทำให้รู้สึกว่าการเรียนเก่งมันทำให้คนยอมรับได้ อย่างน้อยๆ ยอมรับในเรื่องของการเรียนก็ยังดี”

ตั้งแต่นั้นในระดับชั้นประถมยันมัธยมปลาย ภูวนัยสอบได้ที่ 1 ตลอดและได้สอบติดวิศวะเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตร วิทยาเขตบางเขน หลังทำงานในสายวิศวะมาแล้วก็พบว่า จริงๆ แล้วตัวเองชอบการขาย เพราะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จากลูกค้าตลอดและยังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้มากกว่าพนักงานเงินเดือนทั่วไป เลยลองเปลี่ยนสายงานมาทำด้านอสังหาฯ เพราะเห็นว่าเศรษฐีไทยหลายคนประสบความสำเร็จจากธุรกิจนี้

หลังจากนั้นภูวนัยได้ผันตัวเองมาทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ เรียนรู้ขั้นตอนการทำงานแทบทุกส่วนของบริษัทจนเติบโตขึ้นตามสายงานอย่างรวดเร็ว และเนื่องจากเป็นคนที่ทำตัวเป็น ‘ฟองน้ำ’ และ ‘เรียนรู้ได้ไว’ นอกจากใช้เวลาทำงานประจำแล้ว เขายังเป็นนักลงทุนตัวฉกาจ สามารถทำกำไรจากการลงทุนได้จำนวนมาก

“เล่นเกมไหน เล่นจริงจัง เล่นจนกว่าจะเก่ง คนอื่นกลับบ้านไปนอน แต่เราเข้าเว็บตลาดอสังหาฯ อ่านทุกวัน และออกไปดูของจริงแทบทุกที่ ทำตัวเป็น ‘ฟองน้ำ’ ซับสิ่งที่ดี พร้อมจะซึมรับรู้สิ่งต่างๆ”

เติบโต

ภูวนัยเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพจากการเป็นผู้ใช้ในเว็บไซต์ และนำมาพัฒนาต่อยอดให้ ‘ไวกว่า ถูกกว่า ใช้ง่ายกว่า’ โดยมองหาปัญหาที่คนอื่นๆ เจอ จากนั้นก็นำมาปรับและทดลองอะไรใหม่ๆตลอดเวลา 

“ไอเดียไม่สำคัญ แต่ต้องเริ่มทำอะไรบางอย่างก่อน หลายครั้งเราพบว่า นวัตกรรมใหม่ๆ มันเจอจากความบังเอิญไม่ได้ตั้งใจ แต่เกิดจากเริ่มทำอะไรบางอย่างก่อน เราถึงจะเห็นมัน โดยเฉพาะคนในยุคปัจจุบันที่ไม่เคยพอ มีแต่คำว่า more บางครั้ง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะต้องการใช้มัน จนกว่าเราจะทำออกมาให้เขาใช้”

ภูวนัยบอกต่อว่า เว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ของไทยที่มีผู้ใช้งานเยอะๆ ล้วนเป็นของต่างประเทศทั้งหมด ‘Livinginsider’ เป็นของคนไทยเจ้าเดียวที่ก้าวขึ้นมาเทียบชั้นเว็บอื่นๆ ในระยะเวลาเพียง 4 ปี ขณะที่เว็บอื่นๆ ใช้เวลาเริ่มต้นมากกว่า 10 ปี

ซึ่งในฐานะ ‘เจ้าของกิจการผู้ก่อตั้ง’ โดยเฉพาะธุรกิจที่เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีแบบนี้ถือว่ายากมากๆ ธุรกิจนี้โอกาสประสบความสำเร็จน้อยๆ กว่า 5% และยิ่งมาทีหลังคนอื่นเป็นสิบปี ยิ่งเป็นไปแทบไม่ได้

“มีไอเดียและแพชชั่นดีอย่างเดียวไม่พอรันให้บริษัทรอด สมัยนี้ไอเดียดีๆ เกิดขึ้นแทบทุกวินาที  ใครก็มีไอเดียได้แต่จะทำได้จริงหรือเปล่า  100 % ทำได้จริงแค่ 5 % สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการเวลา หรือวินัย ตั้งเวลาและกำหนดให้เสร็จ ถ้าเซตได้ชัดเจน แผนการทำงานมันจะเกิดขึ้นทันที คนส่วนใหญ่แค่คิดจะทำไม่ได้กำหนดว่าเมื่อไรจะเสร็จ มันเลยผลัดวันไปเรื่อยจนไม่ได้ทำ

“เจ้าของกิจการจะไม่มองแค่วางแผนวันต่อวัน แต่วางแผนเป็นปีต่อปี และยืดหยุ่นได้  การผ่านการเป็นพนักงาน การก้าวขึ้นระดับหัวหน้า ใช้เวลา 5-10 ปี ออกมาทำธุรกิจเอง จะช่วยให้มองเห็นภาพและรู้ทั้งหมดที่จะขับเคลื่อนธุรกิจ ที่สำคัญคือเข้าใจวิธีบริหารพนักงาน ปัญหาของบริษัทเล็กๆคือ skill ของพนักงาน แต่เมื่อบริษัทโตขึ้น skill จะเป็นรอง แต่ที่สำคัญ คือ วิธีการทำงานร่วมกัน หรือที่เรียกว่า Culture”

ต่อยอด

“คนเรามันปัญหากันทุกคน แต่มีหลักการง่าย ต้องลืมให้ไวแล้วไปต่อ ‘ช่างมันแล้วก็หลับให้ได้’ แค่นั้นเอง” ภูวนัยระบุต่อ “ฟังเหมือนง่ายแต่ทำยาก เพราะสมองคนเราทำงานตลอด ทำให้เราคิดฟุ้งซ่านไปหมด และพอคิดนอนไม่หลับร่างกายเราก็พังตามไป ก็พากันพังหมด”

เคล็ดลับของสตาร์ทอัพหนุ่มวัย 37 คือ ให้บริหารจัดการสมองใหม่ จัดลำดับ ถึงจุดจะคิดอะไรให้คิดเอาเฉพาะเรื่องนั้น เรื่องอื่นที่ต่อให้เป็นปัญหาแต่จัดไว้แล้วอยู่ในอันดับหลังก็ต้องอยู่อันดับนั้น เก็บใส่ลิ้นชักไว้ ถึงเวลาค่อยเปิดมาคิดและแก้ปัญหา

โดยการฝึกวิธีคิดแบบนี้บ่อยๆ ซักพักจะทำได้เอง แม้ว่ามันไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่มันคือ ‘วิธีจะเลือกอะไรมาทำก่อน’ เนื่องจากเราทำหลายๆ อย่างพร้อมกันไม่ได้ บางครั้งไม่ใช่คิดว่าอะไรที่ต้องทำ เพราะอะไรที่ต้องทำมันมีเยอะมาก จึงต้องคิดว่าอะไรที่ไม่ต้องทำมากกว่า

“มองวิกฤตให้เป็นโอกาส” ภูวนัยย้ำอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ

“หลายคนมองว่าเศรษฐกิจย่ำแย่นั้น จริงๆ หากย้อนกลับไปในอดีตทุกๆ ช่วงเวลาต่างมีปัญหาด้วยตัวเองมันเองทั้งสิ้น เป็นวัฏจักร การไม่ทำรอก่อน แล้วจะทำเมื่อไร เวลาที่เหมาะสมคือตอนไหน  ยิ่งทำเร็วยิ่งเหมาะที่สุด ทำให้เร็ว พลาดให้เร็ว เรียนรู้ให้เร็ว แล้วไปต่อ ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องมีเส้นทางเหมือนกัน มันมีเส้นทางที่เราต้องลองทำและเรียนรู้เอง ไม่มีใครบอกได้หรอก”

…………............................................

เคล็ดลับทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

1.เรียนรู้การเป็นลูกน้องก่อนอย่างน้อยๆ 5-10 ปี เพื่อเจอความกดดันและเรียนรู้โครงสร้างบริษัท เพราะไม่ได้มีเราแค่คนเดียว แต่ต้องประกอบด้วยหลายฝ่ายที่จะนำพาให้ธุรกิจไปสำเร็จ อย่าพึ่งคิดมาเป็นเจ้าของ ไปเป็นลูกน้องเค้าก่อน หาเจ้านายเก่งๆที่ให้โอกาสเรา แล้วดูดซับความเก่าจากเขา

2.อย่าคิดว่าจะทำอะไรถึงรวย ไม่มีเจ้าสัวคนไหนคิดมาก่อนว่าจะทำธุรกิจนี้แล้วรวย เขาล้วนแต่ต่อยอดจากสิ่งที่เขาทำได้ดีและขยายตลาดออกไปเรื่อยๆ การขยายความมั่งคั่งจะมาจากปัญหาที่เราแก้ให้ลูกค้า

3.เก็บเงินให้ได้ 1 ล้านก่อน ค่อยคิดทำธุรกิจ เพราะการเริ่มต้นธุรกิจให้สำเร็จต้องมีวินัย การฝึกเก็บเงินคือพื้นฐานสำคัญของการทำธุรกิจ เพราะจะเกิดความรอบคอบในการลงทุน เราจะเสียดายเงินเราที่อุตส่าห์ตั้งใจเก็บมา มันทำให้เราศึกษาอะไรเยอะก่อนจะลงทุน เมื่อศึกษาเยอะก็พลาดน้อย