เชฟ 5 ดาวของคนยากไร้ "น้ำอ้อย-แนน" สละค่าข้าว-โละเสื้อผ้าขาย ทำอาหารแจก 

  • วันที่ 28 พ.ย. 2562 เวลา 18:30 น.

เชฟ 5 ดาวของคนยากไร้ "น้ำอ้อย-แนน" สละค่าข้าว-โละเสื้อผ้าขาย ทำอาหารแจก 

2 นางฟ้านักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ หวังเล็กๆ เกิด ‘สังคม’ แห่งการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ลุกขึ้นมาขายเสื้อผ้ามือสองและนำเงินค่าข้าวทำอาหารแจกคนจร คนไร้บ้าน ให้อิ่มท้อง 

**********************************

โดย…รัชพล ธนศุทธิสกุล     

ทุกๆ เย็นวันพุธและวันอาทิตย์ ไม่ใช่บังเอิญแค่ครั้งหรือสองครั้งหรือเนื่องในวาระโอกาสพิเศษส่วนตัว

หากแต่สิ่งที่ “น้ำอ้อย-จิตสุภา จางจิตต์” และ “แนน-ดวงหทัย แรงเรือง” นักศึกษาสาวชั้นปีที่ 4 คณะมนุษย์ศาสตร์ เอกภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดยการแบ่งเงินรายอาทิตย์บวกกับสละเสื้อผ้าของตัวเองมาขายเร่หลังมือสอง ทั้งหมดเพื่อนำเงินมาทำอาหารดีๆ  ‘ให้คนยากไร้อิ่มท้อง’ สู้ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้และกระตุ้นสังคมให้มีนิสัยแบ่งปันซึ่งกันและกันมากขึ้น

“ปลายังมีคนซื้ออาหารเลี้ยง เขาก็เป็นคนเหมือนกับเรา ทำไมเราถึงไม่ดูแลกัน ถ้าเขาเลือกได้คงไม่ไปเป็นคนขอทาน คนยากไร้” ทั้งคู่เผยจุดเริ่มต้นในการทำอาหารแจกคนยากไร้ในจังหวัดสุรินทร์

‘น้ำอ้อย-จิตสุภา จางจิตต์’ และ ‘แนน-ดวงหทัย แรงเรือง’

‘คนเหมือน’ กัน ‘ต้องช่วยเหลือ’ กัน

“แรกๆ เจอตอนมาเรียนใหม่ๆ ก็เห็นคนยากไร้นั่งขอทาน แต่คิดคนเดียวคิดไม่ออกว่าจะช่วยเขาได้ยังไง จนเมื่อไม่กี่วันเดินเล่นตลาดนัดอีกเป็นจุดเริ่มต้น เห็นคนยากไร้นั่งขอทานแบบเดิม น้ำอ้อยไม่ได้มีเงินเยอะจะเดินแจกให้ทุกคนๆ คนละ 20 บาท  เลยโพสต์เฟซบุ๊กว่าอยากจะช่วย แนนก็เข้ามาคุยและช่วยคิดกันได้ว่าเราจะทำอะไรให้เขาบ้าง อย่างน้อยนิดก็ให้เขาได้กินอิ่ม”

เมื่อปิ๊งไอเดียที่จะทำอาหารแจก ถัดไปเพียงวันรุ่งขึ้นโครงการดังกล่าวก็ผุดขึ้นมาทันควัน โดยน้ำอ้อยตัวตั้งตัวตีได้นำเสื้อผ้ามือสองมาขายเพื่อเป็นทุนในการซื้ออุปกรณ์ภาชนะอย่างช้อนส้อม ก่อนที่จะแบ่งเงินค่าใช้จ่าย 1,000 บาท ที่ได้เป็นรายอาทิตย์จากแม่มาผสมเป็นทุนร่วมกับแนน

“วันแรกที่ไปแจกคือเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน เราก็ไปซื้อของกันตอน 4 โมงเย็น ช่วงเลิกเรียนที่โลตัส เสร็จกลับไปช่วยกันทำที่หอพักและขี่รถมอเตอร์ไซค์กัน 2 คน ออกมาแจกข้าวผัดหมูใส่คะน้าและน้ำเปล่า”

ทั้งคู่จะแจกอาหารช่วยเหลือผู้ยากไร้ด้วยกัน 2 วัน ได้แก่วันพุธและอาทิตย์ บริเวณย่านคลองถม สถานีรถไฟและสระน้ำหน้าโรงพยาบาลสุรินทร์ เนื่องจากพบว่ามีคนจรและคนไร้บ้านอยู่ ณ ตรงนั้น โดยไม่เหนียมอายเพราะอยากช่วยเหลือสังคม อยากให้หันมาดูแลเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเพื่อว่าบางคนจะนำไปเป็นแบบอย่างในการที่จะทำเพื่อสังคมบ้าง

“แรกๆ คนก็มองเราแปลกๆ แต่ก็เดินไปให้เลยแล้วก็แจกที่ละคนๆ ซึ่งทำให้หนู ได้เห็นเขาได้กินอิ่ม ได้เห็นรอยยิ้มของเขา คำขอบคุณ คำชื่นชม ‘ขอบคุณมากนะที่เห็นใจคนลุง’ ป้าขอบใจเด้อหล่า’ มันก็มีความสุข เป็นแรงบันดาลใจให้เราทำดีต่อไป”

ยอมเหนื่อยให้เกิด ‘สังคมการให้’

นอกจากเมนูข้าวผัดหมู ข้าวผัดกะเพราหมู หลังจากได้รับแรงบันดาลใจและความสุข เมนูอาหารในวันต่อๆ มาที่ทำให้กับเหล่าผู้คนที่ลำบากยากไร้จึงไม่เพียงมีค่าแค่อิ่มท้องเท่านั้น

ทั้งข้าวผัดกระเพราหมู โดนัท นมกล่อง คือสิ่งที่คัดสรรค์พร้อมกับมั่นใจว่ารสชาติอร่อย ยิ่งล่าสุดกับเมนู ‘ไข่ต้มหมูสับทรงเครื่อง’ น่าตายังน่ารับประทานอีกด้วย

“ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย แต่ขนาดเราทานเองซ้ำๆ ยังเบื่อ แต่พอ วันหลังๆ คนที่เขาเห็นเคยมองแปลกๆ เขายิ้มให้ เดินๆ แจกก็มีน้องหลายคนมาคุยบอกอยากมาช่วยแจกด้วย ยิ่งพอโพสต์ลงเฟซบุ๊กมีพี่คนหนึ่งมาคอมเม้นท์บอกจะขอทำแบบนี้บ้าง เรารู้สึกดีมาก พวกหนูก็อยากจะทำให้ดี” 

และคำที่ว่าดีไม่เพียงแค่เมนูอาหารเท่านั้น หากแต่ทั้งคู่ยังมองสเกลของการให้ที่ขยายส่งต่อทั้ง เด็กกำพร้าและคนยากไร้จังหวัดใกล้เคียงอย่างบุรีรัมย์และศรีสะเกษ เนื่องจากมีคนยากไร้อีกเยอะที่เห็น ตามทางเวลานั่งรถผ่านเห็นนั่งอยู่ศาลาแต่งตัวมอซอ บางคนถือถุงปุ๋ยเดินคุ้ยขยะ

“เรื่องนี้ต้องขอบคุณพี่ ก้อง (ธีรศักดิ์ ทองนำ) แกนนำและคณะสายบุญ ทักแชทมาร่วมบริจาค พี่ๆ เพื่อนๆ ที่รู้จักในมหาวิทยาลัยเป็นตังค์และข้าวสาร ไข่ไก่ ที่ทำให้เกิดขึ้นได้ ตอนนี้ก็มียอดถึง 8,000 กว่าบาทแล้วในการที่จะวางแผนทำอาหารแจกเพิ่ม” นางฟ้าคนยากทั้งสองระบุด้วยร้อยยิ้ม

แม่-ครูคือต้นแบบ

ว่าที่คุณครูน้ำอ้อยบอกว่าต้นแบบแห่งการให้เกิดขึ้นจากบุคคล 2 บุคคล โดยคนแรกคือ คุณแม่ ที่ตั้งแต่เด็กเธอจะเห็นว่าท่านชอบทำบุญและเข้าวัดตลอด ยิ่งวันพระใหญ่ถึงขั้นกับไปนอนที่วัดเลยเพื่อปฏิบัติธรรม

“จากแม่ ทีนี้ตอนขึ้นชั้นม.ปลายได้เรียนกับครู ธัญพร สายชมภู ท่านสอนภาษาไทยฟรีให้เด็ก หนูไปเรียนก็ซึมซับมาผสมกับแม่ก็ให้ทาน ครูก็เป็นคนให้ทาน”   

“หนูก็เลยอยากให้บ้าง” เธอเน้น

ทำให้จากเด็กวัยรุ่นทั่วไปห่างไกลเรื่องของการมองสังคมและช่วยเหลือ ทำให้เธอเปลี่ยนมุมมอง อยากจะให้ตามบุคคลต้นแบบที่เธอได้รับ

“เพราะการให้มันมีความสุขนะคะ มีความสุขกว่าการได้รับเยอะมันอิ่มอกอิ่มใจกับตัวเรา และถ้าทำให้สังคมเกิดการให้ด้วยมันก็ยิ่งดี คืออย่างที่บอกเขาเลือกไม่ได้ ถ้าเขาเลือกได้คงไม่มีใครอยากเป็นคนไม่มีบ้าน ไม่มีกิน เรามีพอที่จะช่วยเหลือเราก็ช่วยกันสังคมก็ยิ่งน่าอยู่ขึ้น” น้ำอ้อยกล่าวทิ้งท้าย

และนี่ก็คือเรื่องราวของ 2 นางฟ้า นักศึกษาชั้นปี 4 คณะมนุษย์ศาสตร์ เอกภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ‘นางสาวจิตสุภา จางจิตต์’ หรือ ‘น้ำอ้อย’ เด็กบ้าน ต.ท่าม่วง อ.สตึก จังหวัดบุรีรัมย์ จบการศึกษาจบจากชั้นมัธยมปลาย โรงเรียนสตึก และ‘ นางสาวดวงหทัย แรงเรือง’ หรือ ‘แนน’ เด็กบ้าน ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ จบการศึกษาจากชั้นมัธยมปลาย โรงเรียนเชื้อเพลิงวิทยา

 

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ