จากขี้เหล้าเมายาจนลูกอาย “ประสิทธิ์ชัย สันวรรณดี” วิ่งจนหุ่นดีมีซิกแพคและกลายเป็นไอดอล

  • วันที่ 06 ต.ค. 2562 เวลา 19:47 น.

จากขี้เหล้าเมายาจนลูกอาย “ประสิทธิ์ชัย สันวรรณดี” วิ่งจนหุ่นดีมีซิกแพคและกลายเป็นไอดอล

หนุ่มวัย30ปี หลงอยู่ในวังวนอบายมุขทั้งเหล้า-ยา-บุหรี่ นับ 10 ปี จนครอบครัวและลูกเต้าเอือมระอา แต่เขาสลัดพ้นจนพบความสุขและเส้นทางชีวิตที่ใครๆ ต่างยกย่องได้จากการ 'วิ่งมาราธอน'    

**********************

โดย...รัชพล ธนศุทธิสกุล 

“นัฐ-ประสิทธิ์ชัย สันวรรณดี” ชื่อนี้จะไม่เป็นที่สนใจหรือให้ค่าพูดจดจำ แต่นั้นมันคือเรื่องราวก่อนวันนี้ในวัย 30 ปี เพราะเมื่อราว 1 ปีกว่าๆ ที่แล้วทันทีที่เลิกบุหรี่และเหล้ายามาวิ่งมาราธอนมันได้เปลี่ยนทั้งความคิด ตัวตน และรูปร่าง

ปัจจุบันแม้ซิกแพคอาจจะไม่งามเท่ระดับนายแบบ แต่โมงยามชีวิตแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นสวยสดและส่งพลังให้กับคนอื่นๆ ในสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มนักวิ่งหลายคนๆ ชื่นชมชอบยกบอกเขาใต้โพสต์บ่อยครั้งว่า “พี่เป็นแรงบันดาลใจ” หรือ “ผมจะเอาตัวอย่างพี่”

“รู้สึกดี ที่คนไม่มีแรงบันดาลใจแล้วได้แรงบันดาลใจจากเรื่องของผม ผมไม่ได้อยากดัง แต่แค่อยากให้แรงบันดาลใจคนที่กำลังเริ่มวิ่ง เห็นผมแล้วเย็นนี้ไปลองวิ่งเลย อยากให้เห็นว่าพยายามมากี่ครั้งๆ ตั้งแต่กินเหล้า สูบุหรี่ เล่นยา เลิกและกลับมีชีวิตที่ดีได้ ทำไมเรื่องอื่นเช่นคนอยากผอม อยากสุขภาพดีจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้” เขากล่าวเริ่มต้น

อยู่ที่เลือกและคิดที่จะเริ่ม ‘ดี’

นัฐ เป็นคนพื้นเพจังหวัดพะเยา แต่ในช่วงชั้นมัธยมต้นจำเป็นต้องเดินทางข้ามาเรียนกทม.ตามธุรกิจค้าขายของครอบครัว และเพียงในช่วงมัธยมต้นของเด็กต่างจังหวัดในเมืองใหญ่เขาก็เริ่มดื่มเหล้า เบียร์และหัดริลองสูบบุหรี่ สมฉายาหมู่เพื่อนที่เรียกว่า ‘โต นนทรี’   

“ตามประสาวัยรุ่น เข้าโต๊ะสนุ๊กเห็นเพื่อนกิน รุ่นพี่สูบบุหรี่ เราก็ลองมั่ง แต่ก็ยังเด็กปริมาณก็อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง”

ต่อมานัฐเพิ่มก็ดีกรีที่แรงขึ้นตามวิถีวังวนอบายมุข ออกเที่ยวผับไม่กลับบ้าน ทดลองเล่นยาเสพติดจนติด เงินค่าจ้างที่แม่จ้างขายของหลังจากออกโรงเรียนตอน ม.3 ก็ไม่พอ นัฐเป็นขโมย แอบลักของมีค่าในบ้านออกขายเพื่อหาเงินเสพยา

“โชคดีได้แฟนช่วยประคับประคอง ก็หลุดเลิกยาได้ ชีวิตก็พุ่งขึ้นมา หันมาลงทุนขายกางเกงเจเจ ขายเสื้อผ้าเด็กแว้น ด้วยความที่เราชอบเที่ยว ก็ทำให้คุยกับวัยรุ่นรู้เรื่อง รู้สไตล์ที่เขาชอบ เราก็ขายดีมาก มีบ่อยๆ เขามาซื้อไม่รับตังทอนให้ทิปเรา”  เขาเล่าพร้อมกับบอกเคมีที่ตรงกันตั้งแต่รูปแบบร้านที่ออกแบบให้มีไฟสีหมุนๆ และเก้าอี้นั่งกินเบียร์หน้าร้านดึงดูดกลุ่มลูกค้า

ธุรกิจของเขาตอบโจทย์ทำให้เกิดความฮึกเหิม 6-7 ปี เขายิ่งรักการสูบบุหรี่และดื่มเหล้ามากเป็นชีวิตจิตใจ โดยทุกวันหลังจัดร้านในตลาดนัดเสร็จ บ่าย 4 โมงเวลาเริ่มร่ำสุราและยาสูบกับเพื่อนๆ  พ่อค้าด้วยกัน และกินดื่มกันกระทั่งตลาดวายเก็บร้านเสร็จก็ล้อมวงดื่มต่อ หรือไม่พากันชักชวนเที่ยวต่อที่สถานบันเทิง

“ย้อนกลับไปได้ผมจะไม่ทำอย่างนั้นอีก เพราะผมเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกทั้ง 3 คน ป่วยโรคภูมิแพ้ เขาต้องเจ็บออดๆ แอดๆ เข้าโรงพยาบาลจากกลิ่นเหล้าและควันบุหรี่เรา ทั้งที่ทุกครั้งก่อนกอดหรือหอมก็ล้างมือ ล้างปาก เสื้อผ้าถอดเปลี่ยนก่อนก็ไม่พ้น”

สำคัญที่ใจ สำคัญที่ความสุข

นอกจากหัวใจคนเป็นพ่อร้าวรานที่เป็นต้นเหตุให้ลูกเจ็บ ยังมีค่าใช้จ่ายหมอที่พ่วงเข้ามาทำให้ครอบครัวเกิดเจอวิกฤตติดๆ ขัดๆ จนเกือบล่ม

“เราพูดกับลูกค้ากลิ่นละมุดออกเขาก็ไม่ซื้อ เวลาเขาสอบถามอะไรเรามึนก็ตอบเขาไม่ได้” นัฐเผยผลจากพฤติกรรมขี้เมา ส่งผลให้หลังจากตลาดค้าขายเสื้อผ้าเด็กแว้นกระแสบางลง ได้ผันตัวมาจับเสื้อผ้าออกกำลังกายที่กำลังรุ่ง แต่แทนที่จะไปได้สวยแบบร้านค้าอื่นๆ แต่ร้านเขากับขายไม่ได้เลย

ซึ่งการจะให้มีรายได้พอที่จะเลี้ยงครอบครัว ภรรยาที่ทำหน้าที่ดูแลลูกทั้ง 3 คน จึงต้องเข้ามาช่วยขายเสื้อผ้าที่ร้านเพื่อให้ร้านเดินต่อไปได้ ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ของพ่อและลูกๆ ก็ถดถอยตามไปด้วยจากฤทธิ์เหล้าและบุหรี่ทำให้โทรมและแก่ทั้งๆ ที่อายุในเมื่อ 2 ปีที่แล้วแค่ 28 ปี

“ลูกๆ อาย ไม่ให้ไปส่งในโรงเรียน ให้ส่งได้แค่หน้าโรงเรียน เพราะดูไม่สง่า ดูไม่ดีเหมือนพ่อเพื่อนเขา มันก็ฉุกให้เราคิด ทั้งชีวิตเราจะเป็นอย่างนี้ ขนาดลูกยังอายที่มีเราเป็นพ่อ อย่างนั้นขอดีสักครั้งเพื่อลูกเพื่อเมีย”

นัฐจึงเริ่มลดบุหรี่และเหล้าเบียร์หันมาออกกำลังกาย แต่ 1 ปี ก็เหลวล้มไม่เป็นท่า ลั่นคำพูดไม่ดื่ม ไม่สูบ แต่ก็หวนกลับมาตลอด เหตุส่วนหนึ่งสำคัญเพราะกลัวเสียเพื่อนและสังคม

“แฟนบอกทำไม่ได้ก็อย่าพูดให้ความหวังหลอกเขาและลูก คำนี้จี๊ดจุดแบบที่เราทำให้เขาป่วยมันเหมือนเราทำเขาเจ็บอีก เราก็หักดิบเลย คิดถึงพี่ตูน บอดี้สแลม เขามีรอยสักก็เป็นขวัญใจวัยรุ่นแบบเรา แต่เขาไม่เห็นต้องดื่มเหล้าเล่นคอนเสิร์ตก็สนุก ก็ใช้เวลา 2 อาทิตย์ ลูกเดินมาพูดเย้ๆ พ่อเลิกบุหรี่ได้แล้ว เลิกเหล้าได้แล้ว” เขาบอกพร้อมรอยยิ้มเต็มดวงหน้า นั้นเพราะหลังจากนั้นแรงบันดาลใจของไอดอลยังส่งให้เขาสลัดภาพความอายไปจากใจลูกอีกด้วย

“วิ่งก็เอาจากพี่เขาด้วย ผมเริ่มวิ่งเลียนแบบพี่ตูน เช้าตื่นไปเลยที่สวนลุม เย็นก็วิ่งแถวๆ ที่ล็อคขายของ และเอาเนื้อเพลงของพี่ตูนมาฟังแล้วสร้างพลังให้กับตัวเองในการวิ่ง แต่ก่อนน้ำหนักที่สูงราว 90 ก็ลดลงมาจนปัจจุบันอยู่ที่ 67-68 กิโลกรัม ลูกเดินมาพูดกับเราหนูอยากเป็นเหมือนพ่อ มีกล้าม หล่อ และลูกเขาก็ให้ส่งในโรงเรียน เขาไม่อายเราแล้ว ครูก็ชมพ่อหรือพี่ชาย  มันเป็นความสุขที่แท้จริง ชีวิตใหม่มันสดใสมาก เรามีค่าสำหรับลูก” 

‘แค่ลองเปลี่ยน’ 1 ปี เคล็ดความสำเร็จ 

นัฐบอกวิธีการทำเป้าหมายให้สำเร็จได้แค่ลองทำ และถ้าถามใจตัวเองแล้วว่าพร้อมที่จะเปลี่ยน เพราะชีวิตเกิดมาได้ครั้งดียว และถ้าทำให้มันดีได้ไม่ใช่แค่เราแต่ยังส่งต่อถึงครอบครัวและคนรอบข้างอีกด้วย

“ตั้งแต่หยุดสูบบุหรี่และกินเหล้า ลูกๆ ไม่ป่วยเข้าโรงพยาบาลอีกเลย” เขาบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกินคาดหมายของครอบครัวสันวรรณดี  “และตอนนี้แฟนก็มาวิ่ง ลูกๆ ก็มาวิ่งบ้างเวลามาขายของที่จัดงานวิ่ง เขาแข่งกัน 3 คนว่าใครจะได้เหรียญก่อนกัน มันทำให้เรารู้ว่าต้นแบบที่ดีเริ่มต้นจากตัวเรา ถ้าเราจะสร้างครอบครัวที่ดี จิตใจกับสุขภาพเราดีเป็นพื้นฐาน สิ่งดีๆ อื่นๆ มันก็ตามมาเอง ขายของผมก็ขายดีขึ้นพี่ๆ นักวิ่งมาอุดหนุนทั้งหน้าร้านและออนไลน์ มันตามสเต็ปกันไปจริงๆ” 

นัฐบอกว่าอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ยังไม่ได้ลองทำ เพราะระหว่างทางที่เราเดิน เราไม่มีทางรู้เลยว่าเราจะเจอปัญหาหรืออุปสรรคมากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำได้คือเผชิญหน้ายิ้มรับ แก้ไข เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นและก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมีความสุข 

“ใช้ชีวิตให้สนุกแบบเรา หากรู้สึกว่ามีสิ่งใดในชีวิตที่ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ จงถอยตัวออกให้ห่าง หรือไม่ก็พยายามเปลี่ยนแปลงมันแทน การคิดถึงสิ่งเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามีแต่จะสร้างความตึงเครียดโดยไม่จำเป็นเท่านั้น”

และเมื่อไหร่ก็ตามที่ท้อแท้ ให้มองหาสิ่งที่คุณสามารถตัดทิ้งไปจากชีวิตได้เป็นอันดับแรก จากนั้นเมื่อคุณสามารถละทิ้งสิ่งแย่ๆ ออกไปได้ คุณจะได้พบหนทางใหม่ในการก้าวเดินต่อไป

“อย่าเสียใจกับอดีตเลย เพราะมันได้ผ่านไปแล้ว อย่ากังวลกับอนาคตเลย เพราะมันยังมาไม่ถึง จงใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันแล้วทำมันให้งดงามจะดีกว่า” เขากล่าวทิ้งท้าย

 

ข่าวอื่นๆ