"ปลอดภัยและมีความสุข" รถตู้ไม่มีเจ๊ง! เปิดใจ "สมเกียรติ แก้วประชา" รถตู้มินิบัสไทรน้อย วินระดับเฟิร์สคลาส

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2562 เวลา 19:40 น.

"ปลอดภัยและมีความสุข" รถตู้ไม่มีเจ๊ง! เปิดใจ "สมเกียรติ แก้วประชา" รถตู้มินิบัสไทรน้อย วินระดับเฟิร์สคลาส

ไขแง่คิดโชเฟอร์มินิบัสสาย ต.8-77 พาต้า–อ.ไทรน้อย รถตู้โดยสารนั่งสบายแถมเย็นเฉียบระดับสากลผู้ยึดหลัก“ปลอดภัยและมีความสุข”แก่ผู้โดยสาร

******************

โดย…รัชพล ธนศุทธิสกุล

ถูกจับตาและเป็นที่ฮือฮาแทบทุกครั้งได้สำหรับคนเมืองเมื่อมีการแชร์ภาพรถตู้โดยสารแบบมินิบัสออกมาวิ่งบนถนนมหานครในโลกโซเชียลมีเดีย และเกิดเป็นกระแสเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนซึ่งเสียงส่วนใหญ่ต่างพูด อยากให้มีวิ่งเส้นนั้น มาวิ่งเส้นนี้ ฯลฯ ซึ่งสรุปโดยรวมๆ แล้วทั่วทั้งพื้นที่กรุงเทพ   

นั้นก็เพราะว่าความโอ่อ่ากว้างขวางภายในตัวรถที่มาพร้อมกับความสะดวกสบายแสนเย็นเฉียบ ที่สำคัญคือเรื่องของความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้เดินทางทำให้ ‘ผู้โดยสาร’ ต่างเรียกร้อง

ซึ่งก็จริงดังที่ว่าเมื่อโพสต์ทูเดย์ได้เดินทางไปพบกับ “สมเกียรติ แก้วประชา” โชเฟอร์วัย 60 ปี เจ้าของมินิบัส สาย ต.8-77 พาต้า–อ.ไทรน้อย รถมินิบัสคันที่ 3 ของกรุงเทพฯ ซึ่งออกรอบวิ่งได้เพียง 1 อาทิตย์ที่ผ่านเท่านั้นส่งให้เขากลายเป็นขวัญใจและใครต่อใครตาเรียกหา

รับ-ส่ง ‘ปลอดภัย’ หัวใจอันดับแรก

“หัวใจรถตู้คือทำให้ผู้โดยสารมาถึงที่ทำงานด้วยความปลอดภัยพร้อมกับมีความสุข และขากลับบ้านถึงบ้านด้วยความสุขและปลอดภัย” ชายวัย 60 เปิดฉากสนทนาถึงปัจจัยหนึ่งในที่มาของการออกรถมินิบัสแบบ 20 ที่นั่ง มาวิ่งรับส่งผู้โดยสารแทนรถตู้ 13 ที่นั่งแบบเก่าซึ่งหมดวาระอายุการใช้งานตามที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กำหนด

ซึ่งนอกจากนี้ตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ผ่านมา การทำงานในหน้าที่โชเฟอร์นั้นลุงสมเกียรติถือว่า ‘อาชีพคนขับรถตู้‘ ได้ให้ค่าตอบแทนในการสร้างเนื้อและสร้างตัวจนมีสามารปลูกบ้านย่านไทรน้อยได้ เมื่อมีโอกาสนี้จึงไม่ลังเลที่จะเลือกเปลี่ยนเป็นการตอบแทนผู้โดยสาร

“พื้นเพเป็นคนจังหวัดนครปฐมและก็ทำงานบริษัทเป็นพนักงานฝ่ายครัวของการบินไทยมาก่อน พอตอนอายุ 39 ก็ออกย้ายมาอยู่กับญาติที่ อ.ไทรน้อย ทำธุรกิจส่วนตัวนิดหน่อย แล้วญาติเขาก็ให้มาขับรถตู้ เป็นรถตู้ของน้องชาย ก็วิ่งตั้งแต่ตอนนั้นมาเรื่อยวินพาต้า–อ.ไทรน้อย ทำให้เรามีวันนี้ ทีนี้ด้วยความที่เราขับมานานรักการบริการ การปรับเปลี่ยนที่ไม่เสี่ยงจนเกินเปลี่ยนความสะดวกสบายที่ผู้โดยสารจะได้รับมันก็มากกว่าด้วย”

ลุงสมเกียรติบอกเสริมว่าเพียงในระยะการวิ่งช่วง 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา มีแต่ผู้โดยสารชมชอบผิดกับแต่ก่อนที่มักจะมีกระทบกระทั่งกันเล็กๆ น้อยของผู้โดยสารซึ่งเห็นกันได้บ่อยครั้ง อาทิเช่น การปิดประตูแรง แอร์คอนดิชั่นไม่กระจายทำความเย็นทั่วทั้งตัวรถและปัญหาผู้โดยสารเลือกที่นั่งริมประตูทำให้เข้า-ออกยาก เหล่านี้ทำให้การเดินทางเต็มไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัวทั้ง 2 ฝ่าย

“บางทีเขาก็โมโหผู้โดยสารด้วยกันเองที่ออกลำบากแล้วก็มาลงที่รถโดยปิดประตูแรง” โชเฟอร์มินิบัสวัยเก๋าบอกด้วยรอยยิ้มสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของผู้โดยสารที่มีความรู้สึกแบบเดียวกันคือ ‘ชอบมาก’

“เขาบอกดูดีโล่งดีนะ สบายก็แอร์เย็น ส่วนใหญ่คนแก่จะชม เด็กๆ เพิ่งจะมีมาพูดกับลุงเมื่อไม่กี่วันนี้เขานั่งเสร็จพอจะลงเขาก็เดินมาบอกว่า โอ๊ยลุง…รถลุงเท่มาก เราได้ยินก็มีกำลังใจขึ้น ทำ 3-4 วัน แรกๆ ที่ผู้โดยสารยังคงแปลกตาไม่กล้าขึ้น คือคิดว่าราคาโดยสารอาจจะแพงขึ้น แต่ราคาที่ปรับเพิ่ม 5 บาท สำหรับคนที่นั่งสุดสายไปอำเภอไทรน้อย ลงก่อนราคาเท่าเดิมหมด ช่วงนั้นถึงกับต้องต้อนเด็กนักเรียนเพราะเขามั่วแต่ยืนๆ จ้องๆ ขึ้นเลยก็มี เพราะเดี๋ยวเขาจะไปโรงเรียนสายกันถ้าปล่อยให้รอยืนคอยรถกันต่อไปช่วงเช้าๆ ที่รถติด”

นอกจากความกว้างและเบาะที่ถูกออกแบบมาให้นั่งสบายพร้อมกับตัววัดอุณหภูมิอันเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร ในเรื่องของความ ‘ปลอดภัย’ รถมินิบัสยังให้วิสัยทัศน์ขับขี่มองเห็นได้มากองศากว่าเดิมพร้อมกับฟังก์ชั่นกล้องความปลอดภัย 3 ตัว ได้แก่ กล้องด้านหน้า กล้องในรถ และกล้องด้านหลัง

“ความเร็วก็มีตั้งจำกัดได้ด้วยนะ ไม่มีการขับหวือหวาได้ คือเมืองไทยอากาศร้อน รถลาเยอะ คนก็เร่งรีบกันด้วยทั้งหมด ช่วงเช้าๆ เราจะเห็นกันบ่อยมากกระทบกระทั่งกันอย่างที่มีข่าวกันบ่อยๆ มันมีแต่ความขุนเคืองก็หลายๆ เรื่องตรงนี้ แต่พอเปลี่ยนก็แทบหมดไปเลย ผู้โดยสารยิ้มพอได้นั่ง ไม่มีใครมาหน้าเครียดอีกแล้ว”

ทุนสูงแต่ค่าคุ้มผู้-ผู้โดยสารรุมใช้บริการ

รถมิมิบัส 20 ที่นั่งสนนราคาตกอยู่ที่ 2 ล้านกว่าบาท แต่อายุการใช้งานอยู่ได้ 50 ปี ขณะที่รถตู้ธรรมดา 13 ที่นั่ง ราคา 1.4 ล้านบาท มีอายุใช้งานที่ 10 ปี ก็ต้องเปลี่ยนใหม่อีกหนึ่งที

“คนขับรถตู้ด้วยกันอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ อาจจะคิดว่าทำไม่ได้ ราคามินิบัสสูงเกินไป กลัวว่าจะไม่ไหวกับการผ่อน แต่ส่วนตัวพอมาได้ลองโอเคเลย ด้วยสภาพรถที่ดีกว่าแต่เดิม ง่ายๆ เลย เรื่องเติมก๊าซ-เอ็นจีวี รับผู้โดยสารไปเติมไม่ได้ ต้องวิ่งเอาผู้โดยสารส่งหมดก่อน จากนั้นถึงวิ่งออกไปเติมก๊าซ เสียทั้งก๊าซเสียทั้งเวลาที่จะวิ่งไปเติมในแต่ละที่ที่ไกลๆ ทั้งนั้น”

และเมื่อเทียบกับราคาการเติมน้ำมันดีเซลสำหรับรถมินิบัสในตอนนี้ที่ 1 ลิตรประมาณ 20-21 บาท ขณะที่ก๊าซ-เอ็นจีวีอยู่ที่ 15-16 บาท/ลิตร นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าทั้งเทียบกับจำนวนรอบที่เท่าเดิม แต่ได้ผู้โดยสารที่มากกว่าเก่าถึง 7 คน แถมรถยังเปี่ยมไปด้วยคุณภาพที่จะมาพัฒนาและต่อยอดงานบริการที่ดีอีกด้วย

“ 30 นาทีรอแถวเติมก๊าซโดยเฉลี่ย ถ้านับรวมเดินทางไปกลับด้วยก็มี 1 ชั่วโมง เราเสียเวลาตรงนั้นไปตั้งเยอะ พักผ่อนก็ไม่พักผ่อนต้องวิ่งไปวิ่งมา คนมันก็เครียด ส่วนหนึ่งปัญหาที่มีข่าวแรงๆ เพราะชีวิตมันเครียดไปหมด ต้องจัดเวลาเป๊ะๆ พอไม่ได้ก็แบบสมัยนี้ที่เขาเรียกกันว่าหัวร้อน

“แต่นี้เติมไปเลยก่อนวิ่ง 1,000 บาท วิ่งรอบละ 40 กิโลเมตร ตกค่าน้ำมัน 300 บาท แต่ใช้ก๊าซ 200 กว่าบาท ที่วินตอนนี้วิ่งได้ช่วงเช้า 1 รอบ เย็น 2 รอบ วิ่งสบายๆ กลับบ้านก็คอยหักลบค่าน้ำมันที่เหลือคือค่าแรงที่เราได้ มันก็พอๆ กัน แต่เวลาที่หมดไปเอาไปทำอย่างอื่น เอาที่วิ่งไปเติมก๊าซไปพักผ่อนเพื่อจะบริการให้ดีขึ้น งานบริการเมื่อเราบริการดีคนรับบริการเขาก็อุดหนุนเราตลอด มันก็เป็นเงินให้เราอีก”

ไม่ลองไม่รู้สัมผัสบริการดูของดีคุ้มจริง!  

“ถ้าเราไม่ลอง เราจะไม่รู้ ว่าปัญหาที่เราคิดมันจะเป็นอย่างไร ไม่ลองมันจะไม่รู้เลย มันต้องลอง” โชเฟอร์วัยเก๋ากล่าวถึงความรู้สึกท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่หลายๆ พบเจอไม่ค่อยจะสู้ดีนัก

“ถึงเศรษฐกิจไม่ดี คนก็ออกทำงานกันทุกวัน และกลุ่มผู้โดยสารรถตู้เขาก็ใช้บริการขึ้นรถตู้เท่านั้น ส่วนลูกค้ารถเมล์เขาก็ขึ้นรถเมล์ มันเป็นลูกค้าคนละส่วน ส่วนตัวรู้จากประสบการณ์ 20 ปี ที่ยึดเป็นอาชีพมันอยู่ที่ว่าเราทำดีให้กับเขาแค่ไหน ทุกวันนี้รถเราอำนวยความสะดวกให้เขาพอวิ่งมาจอดบางใหญ่ใครเห็นก็วิ่งแย่งขึ้นแล้ว เมื่อก่อนค่อยๆ เดินกันมาขึ้น บางทีก็นั่งรถดักรถที่วิ่งวนที่มาถึงก่อนเรา แต่เดี๋ยวนี้เขาถามเลยว่าเราจะมาถึงจุดที่เขาอยู่กี่โมง พรุ่งนี้จะออกกี่โมง”

ลุงสมเกียรติยกความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้รับบริการที่ลดลั่นลง โดยการที่ผู้โดยสารขอทราบตารางเวลาการออกรถแต่ละวันเพื่อออกมาดักรอนั่งทั้งขาไปและขากลับ ที่รถ 20 ที่นั่งคันนี้ตอบกลับในการลงทุน

“แต่ไม่ถึงกับแฟนคลับนะ เหมือนผู้โดยสารเปลี่ยนเป็นเพื่อนเรามากกว่า เคยเจอกันทุกวัน วันนี้ยิ้มให้กัน มันก็รู้สึกดีทุกคนอย่างที่บอก แต่เราก็บอกเขาว่าเราไม่สามารถกำหนดเวลาได้ ก็เป็นอะไรที่เป็นประสบการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนเป็นรถมินิบัส ก็ดีใจที่งานที่เรายึดช่วยให้ชีวิตผู้โดยสารเราสบายขึ้น ภาครัฐเขาก็คิดมาก็โอเค เป็นทางเลือก อนาคตการขนส่งก็น่าจะดีกว่านี้จาก 1 อาทิตย์ที่เราเจอมา” โชเฟอร์มินิบัสวัยเก๋ากล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ : Minibus Thai 

ข่าวอื่นๆ