"ใครจะด่าก็ช่างเขา สำคัญเท่าที่เราทำอะไร" เปิดใจ "ธนบัตร ชายด่าน" อดีตเหยื่อผู้ใช้ใจขยี้คนกลั่นแกล้ง

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 10:35 น.

"ใครจะด่าก็ช่างเขา สำคัญเท่าที่เราทำอะไร" เปิดใจ "ธนบัตร ชายด่าน" อดีตเหยื่อผู้ใช้ใจขยี้คนกลั่นแกล้ง

จากวัยเด็กที่ถูกรังแกในโรงเรียนเป็นประจำ เขาเก็บสิ่งเหล่านั้นเป็นพลังขับดันนำพาชีวิตจนประสบความสำเร็จ นี่คือประสบการณ์ของ "อดีตเหยื่อ" จากการถูกผู้คนในสังคมรังแก

***********************************

โดย....รัชพล ธนศุทธิสกุล

“บอย-ธนบัตร ชายด่าน” อาจจะไม่มีวันนี้ เขาอาจต้องจบชีวิตลงจากการฆ่าตัวตายและเป็นผู้ใช้ยาเสพติดเพราะมองไม่เห็นคุณค่าของชีวิตจากการโดนผู้คนในสังคมกลั่นแกล้งรังแก (Bullied)

เมื่อต้องเผชิญกับการรังแกสารพัดในทุกๆวันที่ไปโรงเรียน เขาจึงพลิกความคิดนำเอาความทุกข์ที่เผชิญมาเปลี่ยนเป็นแรงขับดัน นำพาชีวิตเดินหน้าด้วยความมุ่งมั่นจนประสบความสำเร็จ

วันนี้ ธนบัตร เป็นอีกหนึ่งคนที่พยายามผลักดันให้สังคมไทยตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรังแกกัน เพื่อนำไปสู่การลดปัญหาเหล่านี้ลง

"เด็กแกล้งเด็ก" จุดเริ่มต้นแห่งโศกนาฏกรรม

“เริ่มต้นครั้งแรกตอนชั้นอนุบาลที่โดนพูดเสียดสีจากความตุ้งติ้ง ใครๆ เรียกเราต้องมีเสียดสีใช้คำว่าตัวเอง แต่เด็กๆ เราก็นึกว่าทุกคนก็โดนหมด ไม่ได้คิดว่าเราแปลกแยก” ธนบัตรบอกถึงความทุกข์ของปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อ 27 ปี ก่อน เหตุการณ์ที่ใครๆ มองเป็นเรื่องปกติเมื่อเจอกับบุคคลที่แตกต่างก็พร้อมที่จะตั้งตนเป็นฝั่งตรงข้ามที่อยู่สูงกว่าและเลือกปฏิบัติกับตัวเองตามใจชอบจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม

“พอขึ้นชั้นประถมวันแรกๆ ชื่อจริงๆ ธนบัตร ก็ไม่มีใครเรียกแล้ว เพราะครูตั้งฉายาเรียกเราว่า ตุ๊ดบรัช สแลงมาจากทูธบรัชที่หมายความว่าแปรงสีฟัน หลังจากนั้นเพื่อนก็เรียกกันตามต่อๆ ไอ้ตุ๊ดบรัช อีตุ๊ดบรัช แล้วก็หัวเราะกันในห้องเรียน พักเบรกเข้าห้องน้ำยืนฉี่อยู่ก็โดนผลักให้เลอะ เอาหมากฝรั่งใส่ในรองเท้า กลางหลังกินข้าวเสร็จเพื่อนก็เล่นแกล้งเราให้เราวิ่งไล่ คือเหมือนความสนุกของเขาคือเห็นเรากรีดร้องไห้วิ่งไล่”

จากคำสนุกปากสร้างเสียงหัวเราะค่อยๆ เพิ่มเป็นการกลั่นแกล้งที่รุนแรงขึ้น ธนบัตรเล่าว่า เมื่อความแตกต่างถูกเผยสภาพเขาไม่ต่างไปจากคนพิการที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดโดยที่ตัวเองลิขิตไมได้

“จะเข้านอนไม่อยากนอน ไม่อยากตื่นมาแล้วก็ไปโรงเรียน เพราะมันเกิดขึ้นตั้งแต่รั้วโรงเรียน ในชั่วโมงเรียน พักกลางวัน ตกเย็นขึ้นรถโรงเรียนในรถเราก็เป็นตัวตลกให้เขาแกล้งจากเพื่อนและรามไปถึงรุ่นพี่ๆ ชั้นเรียนอื่นๆ ในรถอีก”

ฉันผิดอะไร? ทำไมเป็นตัวประหลาดคนเดียว ธนบัตรเปิดเผยความรู้ในขณะนั้น

“กลัวตัวเองทุกครั้งที่ส่องกระจก เจอสายตาคนอื่นมองเราหลบทันที เราคิดว่าการเป็นตุ๊ดมันไม่ดี เป็นตุ๊ดมันเลวร้าย เด็กมันจะคิดอะไรได้ เราก็โทษตัวเอง ลดคุณค่าตัวเอง ทีนี้ก็ไม่อยากเรียนอะไรแล้ว สอบก็ได้ที่เกือบรองโหล่”

ธนบัตรเล่าว่าการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างการไม่เปิดตัวตนยิ่งทำให้เรื่องมันเลวร้ายซ้ำลงไปอีก

“พอเรียนไม่เก่งยิ่งโดนด่าเพิ่มเป็นอีตุ๊ดโง่ โง่แล้วเสือกเป็นตุ๊ด เพราะสมัยนั้นเป็นอีกการแบ่งชนชั้นหนึ่งของโรงเรียน ถ้าเรียนเก่งอีกหนึ่งวรรณะ ไม่เก่งคนอีกชั้นหนึ่ง คือการเป็นตุ๊ดเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นโรคเหรอ เราเกิดมาเราก็เป็นแบบนี้แล้ว มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรามากในตอนนั้นเพราะมันไปทางไหนก็โดน”

สู้เกินไปก็โดน ถอยเกินไปก็โดน

จากรายงานการวิจัยประเภทของการให้ร้ายทางสังคมพบว่า จำนวนเด็กว่าครึ่งในสังคมทุกวันนี้ต้องทนทุกข์จากการถูกรังและเป็นจุดเริ่มสู่การนำไปซึ่งผลร้ายอื่นๆ ซึ่งเรื่องนี้ยืนยันได้ในชีวิตจริงของ ธนบัตร ถึงชีวิตย่ำแย่ที่ทำให้สุขภาพจิตเสื่อมถอยขึ้นทุกวัน

“เราต้องอยู่กับร่างกายเราทุกวัน และเราก็จะต้องโดนทุกวัน เราร้องไห้วิ่งไล่เพื่อนคนที่แกล้งแทบทุกวันช่วงกลางวันที่เด็กๆ คนอื่นเขาสนุกกัน คนอื่นๆ อาจจะมองว่ามันเป็นปฏิกิริยาตอบโตปกติของคนที่ถูกแกล้ง แต่จริงๆ แล้วไม่มีใครที่จิตปกติดีจะวิ่งร้องไห้อย่างนั้น สุขภาพจิตมันเสีย”

และคำว่า “เสีย” ในที่นี้ครอบคลุมไม่ต่างจากรากต้นไม้ที่โคนเน่า กิ่งก้านต่างๆ ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิทธิบัตรเล่าว่า ครั้งหนึ่งคนที่มาแซวผ่านหน้าบ้านทุกวัน คุณพ่อทนไม่ไหวขว้างไม้ไล่จะทำให้เขารับรู้ถึงความรักและการยอมรับจากครับครัว ซึ่งทำให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตหลังโดนลดคุณค่า แต่ก็ไม่นานความหวาดระแวงก็กลับมาหลอกหลอนตัวเขาอีก

“ปัญหามันไม่ได้ถูกแก้ที่ปลายเหตุ เรากลับมาเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองให้เขายอมรับ เราตั้งใจเรียน สอบได้ที่ 1 ทุกเทอม เป็นเด็กกิจกรรมได้รางวัลนักเรียนดีเด่น เพื่อนก็ยังมีพูดแซวและแกล้งเรากันอยู่ แต่พอมีวิชาที่ต้องพึ่งเราก็ค่อยมาทำดีกลับเรา มันเป็นการมองข้ามตัวเราในความต่างเพราะเรามีประโยชน์อะไรบางอย่างกับเขาชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันมีความสุขมากในช่วงที่ขึ้นชั้นมัธยมที่ทุกคนมองข้ามเรื่องความต่างมาโฟกัสที่ความสามารถของเรา จนเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อนๆ กลุ่มเดียวกันที่เป็น LGBT นิสัยดีและมีความสามารถ เราก็ไม่กล้าไปเข้าไปสุงสิงกับเขา เพราะคิดเข้าไปภาพของการโดนแกล้งมันผุดขึ้นมา เราไม่อยากโดนอย่างนั้นอีก”

จากธรรมดาของเด็กๆ ที่เพื่อนเล่นในช่วงชั้นระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา ต้องอาศัยใบเช็คชื่อเพื่อจดจำแต่สิทธิบัตรมีเพียงเพื่อนหญิง 2-3 และงานเลี้ยงรุ่นชั้นมัธยมศึกษาเท่านั้นที่ไปได้ เพราะแม้ว่าหลังเรียนจบจากเกียรตินิยมเหรียญทอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่พาให้เข้าทำงานในบริษัทชั้นนำ1ใน 5 ของประเทศ สังคมปัญญาชนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแต่ก็ไม่เป็นผล

“เราไม่รู้ว่าเขาไม่ชอบเราเพราะอะไร ระหว่างเราเป็นเพศที่ต่างหรือว่าเรามีความสามารถที่มากกว่า มาทำงานเราก็ยังโดนแกล้งและการแกล้งยิ่งหนักขึ้น แกล้งโดยไปหยิบเอาเศษผงในถังขยะมาใส่ขนมให้เรากินจนป่วยอาหารเป็นพิษหนึ่งเดือนเต็มๆ โดยไม่ขอโทษหรือรู้สึกอะไรเลย เราต้องลาออก เพื่อนที่รู้จักก็บอกว่าไม่เติบโตเพราะแบบนี้ แต่ทุกวันนี้คนที่กลั่นแกล้งก็ยังคงอยู่ดี ไม่มีการถูกลงโทษ แจ้งว่าเป็นเรื่องของการแกล้งกันแบบเด็กๆ เรากลายเป็นคนไม่มีวุฒิภาวะในสายตาไปอีก”

ธนบัตรบอกว่า สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลที่คนที่โดนบูลลี่เก็บออกจากตัวสังคมและไม่ได้ให้คุณค่ากับตัวเอง การไม่โดนแซว ไม่โดนแกล้ง ไม่ได้ทำให้หลุดพ้น เพราะอิทธิพลเหนือจิตใจเราคาดหวังให้เกิด “การยอมรับ” จากคนอื่น

“เราคิดของเราคนเดียว คนอื่นไม่ได้คิดด้วยกับเรา เขาด่าเราเพื่อเพิ่มคุณค่าของตัวเขาเอง เพราะเขาก็โดนกระทำลดคุณค่ามาก่อน เขาต่างหากที่ไม่ปกติ เป็นผลสืบเนื่องจากสังคมมักจะสอนโดยการลงโทษเพราะโดนตีแล้วดีขึ้น แต่แท้จริงความดีนั้นเกิดจากความกลัว จึงเป็นการง่ายกว่าการสอนแบบให้เหตุผลที่มีขั้นตอนเลเวล หนึ่งหาสาเหตุ สองหาเหตุผล และสามวัดผล ก่อนจะลงโทษ เหมือนกับการสืบสวนของตำรวจหรืออัยการก่อนจะลงโทษผู้กระทำผิด อันนี้คือสาเหตุแรก”

สำคัญที่เราเคารพตัวเอง

จากเหยื่อที่ถูกรังแก เขามุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง และนำพาชีวิตจนประสบความสำเร็จ ปัจจุบันเขาเป็นทั้ง นักวางกลยุทธ์สื่อสารการตลาด อาจารย์พิเศษ และนักเขียนอิสระ รวมทั้งมุ่งศึกษาถึงต้นเหตุที่ทำให้เกิดการรังแกกันขึ้นในสังคมไทย

“พอเราเจอสังคมที่เปิดกว้างทำให้เราได้เรียนรู้ว่าเหตุใดคนนี้ถึงบูลลี่ อีกคนถึงไม่บูลลี่ มันเกิดมาจากครอบครัวซึ่งเป็นผลพวงจากวัฒนธรรมการสอนที่ทำให้เขาคิดสิ่งดีๆ ไม่ได้อย่างแท้จริง มันถูกกดทับด้วยความกลัว เราก็เลยไม่เข้าใจคำว่าวิจารณ์กับด่าต่างกันอย่างไร ติเพื่อก่อคำนี้เราจะได้ยินกันบ่อยมาก เราจึงไม่ได้ติเพื่อก่อ เราด่ากันแทนเพราะพอเราเห็นใครอยู่กับเรา ใครอยู่อีกฝ่ายหนึ่งคือผิด เป็นศัตรูฝั่งตรงข้าม เป็นสีดำเพราะฉันเป็นสีขาวถูกต้องที่สุด ในทุกๆ เรื่อง ทำให้พร้อมที่จะสาดกระสุนบูลลี่ใส่กัน โดยเฉพาะคนที่มีชื่อเสียงที่มีคนติดตามยิ่งทำให้การบูลลี่มากขึ้น เพราะคนติดตามไม่ไตร่ตรองพร้อมที่จะอยู่กับสิ่งที่โดนใจเขาจากพฤติกรรมส่วนตัว”

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่ประเทศไทยติดอันดับ 5 ของโลกกรณีของผู้คนที่ถูกบูลลี่มากที่สุดเมื่อปี 2017 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงการขยายในวงที่กว้างมากขึ้น

“คือเมื่อเรามีทัศนคติแบบนี้ ท่ามกลางโลกที่เปิดกว้างมากขึ้น การให้ร้ายทางสังคมทั่วไปก็ขยายกลายเป็นการให้ร้ายในโลกอินเทอร์เน็ต Cyberbullying มันเป็นเครือข่ายที่ง่ายขึ้นไวขึ้น คิดดูขนาดคุณอั้มพัชราภา ไชยเชื้อ ถูกคอมเมนต์ว่ามีใบหน้าลักษณะลิง คนที่แต่งหน้าให้คุณฉัตรชัย เพียงอภิชาติ ก็โดนหางเลขไปด้วย เป็นเหมือนการดูถูกความสามารถของเขา ทั้งๆ ที่ความสามารถของเขาตอนนี้ไปไกลระดับโลกสากล คิดดูว่าคนระดับนั้นยังโดน แล้วเราจะไปเหลืออะไร”

เมื่อการบูลลี่มีอยู่ทุกหนแห่งพร้อมกันนั้นในแนวทางการแก้ไขที่ต้นทางเป็นไปได้ยาก ธนบัตรจึงสมัครเข้าร่วมประกวด “Mr. Gay World Thailand 2017” ที่มีวัตถุประสงค์รณรงค์การเคารพสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันของมนุษย์ โดยหวังให้คนที่ถูกบูลลีได้รับรู้ว่าพวกเขานั้นล้วนมีคุณค่าในตัวเองและมีคนอื่นที่เห็นค่านั้น

“มันไม่ใช่เรื่องที่สมควรเกิดขึ้น เราทุกคนล้วนมีสิทธิความเป็นมนุษย์ เราไม่มีสิทธิไปว่าใครหรือด่าใคร คนเหล่านั้นเขาไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายเลยด้วยซ้ำ เราคิดภาพไม่ออกเลยว่าคนที่เขาเก็บๆ กันมาทั้งชีวิต จิตใจเขาจะเป็นอย่างไร เพื่อนๆ ที่เจอที่การประกวดบางคนเป็นโรคซึมเศร้า เพื่อนเขาหลายคนเป็นจิตเภทไปเลย ฉะนั้นเราเลยได้ข้อคิดว่าเราควรที่จะเป็นตัวของเรา ใครจะด่าก็ช่างเขา สำคัญเท่าที่เราทำอะไรให้กับสังคมดีๆ แล้วหรือไม่ ทำดีให้กับคนรอบข้างที่ดีกับเรา ครอบครัว พ่อแม่ และตัวเราเอง”

พลิกวิกฤตเป็นโอกาสหนทางชีวิตที่เป็นสุข

จากงานวิจัยพบว่า Cyberbullying ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ของผู้ที่ถูกรังแกมากกว่าการรังแกในพื้นที่จริง คนกำลังตกเป็นเหยื่อจนต้องสูญเสียความมั่นใจ ตัวตนไปจนถึงอนาคตและชีวิต อย่างในต่างประเทศนักเรียนหญิงชาวอเมริกันวัย 13 ปี โดนล้อทุกวันจนเธอตัดสินใจผูกคอตาย ซึ่งที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือบุคคลที่แกล้งเธอในอินเทอร์เน็ตหาใช่เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เป็นแม่เพื่อนของผู้ตายที่ต้องการล้างแค้นให้กับลูกสาวของเธอที่เคยโดนปฏิบัติไม่ดีมาก่อน ธนบัตรหวังว่าบ้านเราจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น

ธนบัตรกล่าวว่า บ้านเรามีธรรมะ เป็นเมืองพุทธ อยากให้คนที่มองการบูลลีเป็นเรื่องตลก ขำๆ เป็นบาป บาปที่ทำให้คนๆ หนึ่งต้องตกนรกทั้งเป็น”

“1ใน 3 ของคนทั่วประเทศเป็นสถิติที่คนไทยถูกบูลลี่เป็นจำนวนที่เยอะมาก อีก 7 ส่วนคือคนที่บูลลี่คนอื่นแบบชนิดที่พร้อมพูดออกมาทันทีที่เห็น กระเทยควาย ขุดทองคำ คำพูดที่ไม่ดีที่ปั่นทอนจิตใจคนอื่น อยากให้มีหิริโอตัปปะที่ทุกคนพึ่งระลึกและมีอยู่เสมอก่อนที่จะกระทำสิ่งใดออกไป เพราะผลเสียนั้นมันมากกว่าความสนุกที่คุณได้รับ

“ไม่อยากให้บ้านเราต้องใช้วิธีแบบตาต่อตาฟันต่อฟันอย่างประเทศเกาหลีที่ในการเรียนการสอนมีการจัดบทบาทสมมติเพื่อยุติปัญหาการบูลลี่ ให้นักเรียนที่บูลลี่คนอื่นมาลองโดนบูลลี่จากเพื่อนๆ นักเรียนทั้งห้องบ้างว่ารู้สึกอย่างไร จริงที่มันได้ผลและเด็กอื่นๆ ในชั้นเรียนก็ได้รับบทเรียน แต่ส่วนตัวมองว่าอย่างนั้นมันจะยิ่งทำให้สังคมเกิดการด่าทอกันเป็นวัฒนธรรมที่ยากเกินแก้ไข ประเทศเรายังไม่สายที่จะให้ความสนใจในเรื่องนี้ เพราะบ้านเราเป็นคนจิตใจเมตตาเป็นพื้นฐาน”

ทั้งนี้วิธีในการป้องกันตัวเองและกลับมามีชีวิตที่ดีทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกาย คือการเลือกที่จะมองและมองอย่างเข้าใจ “victim is not victim” เหยื่อไม่ใช่เหยื่อ

"เราต้องทำจิตใจให้เข้มแข็ง โฟกัสที่ตัวของเรา ปล่อยวาง เราห้ามความคิดใครไม่ได้ แต่เราสามารถทำตัวเราให้ดีขึ้นได้ ขอให้เราเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นแรงผลักให้เราก้าวขึ้น เป็นแรงผลักที่ทำให้เราพัฒนาตัวเอง และเมื่อดีให้เราภูมิใจในความดีของเรา ซึ่งหลังจากนี้ต่อให้เขาจะว่าเรามากน้อยสักแค่ไหน เราก็ไม่กระทบกระเทือน เขาต่างหากที่จะเจ็บปวดไปเอง" ธนบัตรกล่าวทิ้งท้าย

 

ข่าวอื่นๆ