"สุวรรณฉัตร พรหมชาติ" แท็กซี่อุ้มบุญ ...พ่อพระของคนพิการ

วันที่ 08 ก.ย. 2558 เวลา 17:35 น.
"สุวรรณฉัตร พรหมชาติ" แท็กซี่อุ้มบุญ ...พ่อพระของคนพิการ
โดย...ศศิธร จำปาเทศ

กว่า 20 ปีแล้วที่ “สุวรรณฉัตร พรหมชาติ” โชเฟอร์แท็กซี่วัย 38 เจ้าของฉายาแท็กซี่อุ้มบุญ ทำหน้าที่รับคนป่วย คนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ไปส่งโรงพยาบาล โดยไม่คิดเงินแม้แต่บาทเดียว

ทุกๆวัน สุวรรณฉัตรจะขับแท็กซี่คันเก่งสีเขียวเหลือง ทะเบียน มฎ 2840 ติดสติ๊กเกอร์รอบคันข้อความว่า “เชิญครับไปทุกที่” หรือ “พระสงฆ์ สามเณร แม่ชี นั่งฟรี นิมนต์เชิญครับ” รับผู้ป่วยพาไปส่งที่โรงพยาบาล ทันทีที่รถจอดเทียบ เขาจะเปลี่ยนหน้าที่จากพลขับเป็นพลอุ้ม อุ้มผู้ป่วยลงจากรถเพื่อส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ดูแลต่อไป

"สมัยเด็กๆพ่อแม่แยกทางกัน แม่เลี้ยงผมคนเดียว พออายุ 14 ตัดสินใจบวชเณรเพราะแม่ไม่มีเงินส่งเรียน ระหว่างนั้นก็เดินทางไปตามหาพ่อที่หาดใหญ่ เจอคุณลุงขับรถตู้คันหนึ่งให้โดยสารฟรี ต่อมาหลังสึกตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพ ก็ได้รับน้ำใจจากคนอีสานกลุ่มหนึ่งที่เจอกันบนรถไฟช่วยรักษาแผลที่ขาจนหาย เหตุการณ์ทั้งสองทำให้ผมรู้สึกตื้นตันใจมาก"

โชเฟอร์หนุ่มน้ำตาคลอ เล่าต่อว่า บุญคุณของคนเหล่านั้นฝังลึกอยู่ในใจ คิดไว้ว่าสักวันจะหาโอกาสตอบแทนให้กับสังคมอย่างที่ตัวเองเคยได้รับ เขาเรียกสิ่งนี้ว่า "บุญต่อบุญ"

หลังเข้ากรุงตอนอายุ 18 ปี เขาเช่ารถแท็กซี่ขับเลี้ยงชีพ ขณะเดียวกันก็เริ่มรับส่งพระสงฆ์ แม่ชี คนป่วย คนพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย กระทั่งซื้อรถแท็กซี่เป็นของตัวเองเมื่อ ปี2552 จึงติดสติ๊กเกอร์รอบคัน พร้อมแจกเบอร์โทรศัพท์ กลายเป็นที่มาของฉายาแท็กซี่อุ้มบุญ

"ผู้ป่วยบางคนยากจนไม่สามารถเรียกรถพยาบาลไปรับได้ การรับส่งฟรีถือเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง เมื่อก่อนผู้ป่วยไม่ได้เยอะเหมือนทุกวันนี้ แต่เดี๋ยวนี้มีคนโทรจองคิวยาว 2-3 เดือนเลย บางคนรู้เวลาหมอนัดเขาก็จองไว้ก่อน บางคนก็โทรฉุกเฉินดึกดื่นเที่ยงคืนก็มี ตื่นไม่ไหวแต่ก็ต้องลุก บางวันรับผู้ป่วยถึง 5-6 คน ไปกลับกว่า 10 เที่ยว วันนั้นก็ถือว่าทำบุญทั้งวันไม่ได้เงินสักบาท (หัวเราะ) ถามว่าทำแบบนี้ได้อะไร ผมแค่คิดว่าเขาเดือดร้อน เราก็ต้องเสียสละหลายๆ อย่าง ทั้งเวลา ค่าแก๊ส ค่าน้ำมัน ต้องข้ามให้พ้นคำว่าขาดทุน กำไร ถ้าข้ามไม่พ้นมันทำไม่ได้ ถ้ารอให้รวยก่อนแล้วค่อยทำ ชาตินี้ไม่ได้ทำความดีหรอก

ตอนนั้นเองที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ต้นสายโทรนัดหมายให้เขาเข้าไปรับคนป่วย โชเฟอร์รายนี้จึงขอรายละเอียด วัน เวลา เส้นทาง จุดหมาย เสร็จแล้วก็จดบันทึกลงในสมุดกันลืม ภายในแท็กซี่คันเก่งไม่ได้ต่างจากแท็กซี่ทั่วไป ไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตผู้ป่วยเหมือนรถพยาบาลฉุกเฉิน มีเพียงเบาะไว้รองหลังผู้ป่วย และสองมืออันแข็งแกร่งไว้คอยอุ้มเท่านั้น  

ผมอุ้มคนป่วยได้ไม่เกิน 100 กิโล (หัวเราะ) แต่เชื่อไหมว่าบางคนใหญ่จนบังเรามิด หนักมาก แต่กลับอุ้มไหวเหมือนมีคนช่วยยก อาจเป็นเพราะความปลื้มใจที่ได้ช่วยเขา เลยทำให้รู้สึกว่าหนักแค่ไหนก็อุ้มไหว คิดซะว่าเป็นการออกกำลังกายแล้วกัน"

โชเฟอร์ใจดียิ้่มกว้าง ก่อนบอกว่า ความฝันของเขาคือ อยากได้รถคันใหญ่กว่านี้ จะดัดแปลงเป็นเบาะสำหรับผู้ป่วยโดยเฉพาะ เพื่อจะได้อุ้มผู้ป่วยได้อย่างสะดวกสบาย

หลังจาก เฟซบุ๊ก สุวรรณฉัตร พรหมชาติ ถูกเผยแพร่ไปในโลกโซเชียล มีผู้ติดตามขอความช่วยเหลือให้ไปรับส่งพระสงฆ์ ผู้ป่วย และคนพิการไปโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ มนชยา บุญชู อายุ 36 ปี บุตรสาวนางสมหวัง แซ่ตั้งที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ เธอติดต่อให้แท็กซี่อุ้มบุญมารับแม่ที่บ้านพักย่านสะพานตากสินไปส่งยังโรงพยาบาลพญาไท 3

"แม่ป่วยมะเร็งเป็นลำไส้ประมาณ 1 ปีแล้วค่ะ เดินไม่ได้ เราเองก็เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไม่ได้ เลยจำเป็นต้องใช้บริการรถรับส่งผู้ป่วยซึ่งมีราคาแพง บางครั้งเรียกรถมูลนิธิก็ไม่ว่างมารับ เลยติดต่อไปทางเฟซบุ๊กของคุณสุวรรณฉัตร ตอนนี้ก็ใช้บริการมา 3 ครั้งแล้ว ไว้วางใจ มั่นใจว่าพี่เขายกแม่เราได้ เขาใจบุญ ถือว่าโชคดีมากที่ได้มาเจอพี่เขา”

สุวรรณฉัตร บอกด้วยสีหน้าปลื้มใจว่า สายโทรศัพท์ที่ดังเข้ามาไม่ขาดสาย ทั้งให้กำลังใจ ทั้งบริจาคเงินสนับสนุน สร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนขับแท็กซี่ตัวเล็กๆอย่างเขามาก

"บางคนรอให้ตายแล้วขึ้นสวรรค์ แต่ผมคิดว่าเราได้ขึ้นสวรรค์ทุกวัน บางวันกินข้าวแค่มื้อเดียวแต่ไม่รู้สึกหิว เพราะอิ่มบุญ ทำแล้วมีสบายใจ มีความสุข การทำบุญกับคนเป็น ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมันเห็นผลมากกว่าทำบุญกับคนตาย บางคนทำบุญตามวัด แต่ไม่ได้ซื่อสัตย์กับอาชีพที่ตัวเอง บุญนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไร หรือถ้ารอให้รวยก่อนชาตินี้คงไม่ได้ทำบุญ ถ้าเราสะสมบุญไปเรื่อย ๆ มันมีความสุขทั้งวัน เพราะชีวิตคนเราไม่แน่นอน ถ้าบ้านเมืองเรามีน้ำใจต่อกันเยอะมันคงน่าอยู่มากขึ้น อย่างน้อยลูกหลานของคนที่เราอุ้ม ถ้าวันข้างหน้าเขาเป็นคนที่แข็งแรงขึ้น เขาก็จะมีเมตตาช่วยเหลือต่อผู้อื่นต่อไป เหมือนที่เราเคยประทับใจเมื่อครั้งยังเด็ก”