สอบรถชน"หมอมุก"แม่เชื่อฝีมือคนมีสี

วันที่ 20 มิ.ย. 2554 เวลา 12:49 น.
สอบรถชน"หมอมุก"แม่เชื่อฝีมือคนมีสี
สำนักปลัดบัญชีทบ. นำรถยนต์ที่คาดว่าเป็นคันที่ใช้ก่อเหตุชนหมอมุกอาการสาหัสให้สน.พญาไทตรวจสอบ แม่เชื่อฝีมือคนมีสี 

เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.พญาไท เปิดเผยว่า กรณีที่ พ.ต.แพทย์หญิงหทัยพร อิ่มวิทยา แพทย์ประจำโรงพยาบาลพระมงกุฏ หรือ หมอมุก ถูกนายทหารยศพันโทนายหนึ่ง ขับรถพุ่งชนที่หน้าบ้านของตนเองซึ่งเปิดเป็นคลินิก อาคาร 3 ชั้นติดถนนบริเวณทางเลียบข้างทางรถไฟสามเสน ใกล้เคียงกับโรงพยาบาลวิชัยยุทธ กระเด็นไปไกลกว่า 30 เมตร อีกทั้งนายทหารคนดังกล่าวยังพยายามจะถอยรถกลับมาชน แต่ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงได้ช่วยเอาไว้ แต่นายทหารคนดังกล่าวได้เร่งรีบขับรถหนีไป แต่พ.ต.แพทย์หญิงหทัยพร มีอาการสาหัส สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง และผ่าตัดไปแล้ว 2 ครั้ง

 

พ.ต.แพทย์หญิงหทัยพร

ทั้งนี้ เหตุดังกล่าวเกิดจากที่พ.ต.แพทย์หญิงหทัยพร ต้องการนำรถเข้าไปจอดไว้ภายในบ้าน แต่เมื่อมาถึงพบรถยนต์ของนายทหารคนดังกล่าวจอดขวางไว้อยู่ แม่ของพ.ต.แพทย์หญิงหทัยพร จึงออกมาจดทะเบียนรถไว้ และเดินไปร้านค้าใกล้เคียงเพื่อขอให้เจ้าของรถยนต์เลื่อนรถออกไป โดยมีรถยนต์ของพ.ต.แพทย์หญิงหทัยพร จอดซ้อนคันรถที่ก่อเหตุไว้อีกชั้นหนึ่ง ส่วนพ.ต.แพทย์หญิงหทัยพร ได้ลงจากรถเพื่อเข้าห้องน้ำภายในบ้านทันที

แต่เมื่อนายทหารคนดังกล่าวมาที่รถยนต์ ก็ไม่สามารถนำรถยนต์ออกไปได้ เนื่องจากมีรถยนต์ของพ.ต.แพทย์หญิงหทัยพร จอดซ้อนคันไว้ จึงต้องเข็นรถออกไปเพื่อนำรถออก ประกอบกับเกิดความโมโห จึงเขียนตัวหนังสือด้วยถ้อยคำหยาบคายไว้ที่รถของพ.ต.แพทย์หญิงหทัยพร และเมื่อพ.ต.แพทย์หญิงหทัยพร ออกมาเตรียมนำรถเข้าบ้าน รถยนต์ของนายทหารคนดังกล่าวที่ซุ่มอยู่ จึงขับเข้ามาชนทันที

ล่าสุดพ.ต.อ.สมาน รอดกำเนิด ผกก.สน.พญาไท เปิดเผยว่า วันนี้ (20 มิ.ย.) เวลา 13.00 น.ทางสำนักปลัดบัญชีทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย จะนำรถยนต์ที่คาดว่าใช้ก่อเหตุ โดยการขับของนายทหารคนหนึ่งซึ่งขณะนี้ทางตำรวจยังไม่ทราบชื่อ เข้ามาตรวจสอบลายนิ้วมือ และตรวจสอบว่าเป็นรถยนต์คันที่ใช้ก่อเหตุจริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เรื่องทะเบียนรถยนต์ที่ใช่ก่อเหตุ เรายังไม่สรุปแน่ชัดว่าเป็นทะเบียนจริงตรงกับคันที่จะนำมาให้ตรวจหรือไม่ เพราะต้องมีการตรวจสอบอีกครั้ง

แม่หมอมุกลั่นให้ออกมาสู้กันอย่างลูกผู้ชาย

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท พ.ต.อ.สมาน รอดกำเนิด ผกก.สน.พญาไท กล่าวถึงกรณี คดีข้าราชการทหารนายหนึ่ง ก่อเหตุขับรถชน พ.ต.แพทย์หญิง หทัยพร อิ่มวิทยา หรือหมอมุก แพทย์ประจำ โรงพยาบาลพระมงกุฎ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่เสารสคลีนิค เลขที่ 45 /12  ถ.เศรษฐศิริ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท ว่า รถยนต์คันที่ใช้ก่อเหตุ เบื้องต้นพล.ต.พิสุทธิ์ เปาอินทร์ รองปลัดบัญชีทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ได้นำรถเก๋งยี่ห้อนิสสัน สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน วค 1355 เข้ามาให้ตำรวจตรวจสอบตามกระบวนการวิทยาศาสตร์ เพื่อตรวจหารอยเฉี่ยวชน รวมถึงคราบเลือด แต่ไม่ทราบว่าจะรู้ผลเมื่อใด แต่ยืนยันว่าจะจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยเร็ว

 

แม่หมอมุกเข้าตรวจสอบรถยนต์ที่คาดว่าคนร้ายใช้ก่อเหตุ

ขณะเดียวกัน พล.ต.พิสุทธิ์ ให้การกับพนักงานสอบสวนว่า รถยนต์คันดังกล่าวผู้ครองครองคือกรมยุทธบริการ กองบัญชาการทหารสูงสุด แต่ได้มอบให้กับสำนักงานปลัดบัญชีทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ไว้ใช้ในส่วนกลาง ซึ่งมีเพียงคันเดียวเท่านั้น และหากทหารนายใดจะนำไปใช้ต้องลงทะเบียนบันทึก แต่รถยนต์คันนี้ ทราบว่าถูกจอดไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ไม่มีใครใช้งานเนื่องจากหม้อน้ำแตก

ทั้งนี้ แพทย์หญิง พรรณกร อิ่มวิทยา มารดาหมอมุก ได้เดินทางมาดูรถยนต์คันดังกล่าวด้วย เพราะเป็นผู้เห็นรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุชนบุตรสาวของตนเอง พร้อมกล่าวว่า รถยนต์มีลักษณะคล้ายกับคันที่ก่อเหตุ เพียงแต่แตกต่างกันที่สติกเกอร์หน้ารถ และที่ปัดน้ำฝนเท่านั้น

“ที่ผ่านมาได้เข้าพบพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เพื่อให้เร่งรัดคดีให้ พร้อมกับให้ปากคำเพิ่มเติมในวันที่เกิดเหตุ คนทำต้องเป็นคนเมา และเป็นคนมีสี อยากขอความเป็นธรรมกับตำรวจให้ช่วยนำตัวคนผิดมาดำเนินคดีโดยเร็ว และขอให้คนทำผิดออกมาสู้กันอย่างลูกผู้ชาย อย่าหลบซ้อน ทำไมถึงกล้าทำกับผู้หญิง อย่างไรก็ตาม ปกติจะมีรถยนต์มาจอดอยู่หน้าบ้านเป็นประจำ เนื่องจากบริเวณนั้นมีร้านอาหาร แม้ที่หน้าบ้านจะเป็นที่ห้ามจอดก็ตาม โดยทุกครั้งตนก็จะจดทะเบียน เพื่อให้ทางร้านประกาศให้ผู้ที่นำรถยนต์มาจอดช่วยนำรถออกเพราะลูกสาวจะนำรถยนต์เข้าบ้าน”

แพทย์หญิง พรรณกร กล่าวอีกว่า ตอนเกิดเหตุหลังจากที่บุตรสาวออกจากบ้านเพื่อนำรถเข้าจอด ตนได้ยินเสียงบีบแตรดังลั่น และเห็นภาพบุตรสาวถูกรถชนร่างกระเด็นไปไกลกว่า 30 เมตร และตนได้เก็บที่ปัดน้ำฝนของรถยนต์คันที่ก่อเหตุที่ติดอยู่กับร่างของบุตรสาวไว้เป็นหลักฐาน

"วิชัย"ยันตร.ไม่ทำงานล่าช้า

ด้านพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว เรื่องการดำเนินคดีก็จะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ส่วนที่มองว่าทำงานตำรวจทำงานล่าช้า ขอยืนยันว่าเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติตามขั้นตอนกระบวนการกฎหมาย และที่ช้าเพราะขั้นตอนทางเอกสารในทางราชการจากนั้นพนักงานสอบสวนพร้อมเจ้าหน้าตำรวจนำรถยกเดินทางไปที่กองบัญชาการกองทัพไทย พบรถจอดอยู่ที่อาคาร 5 ชั้นล่าง แต่ทางเจ้าหน้าที่ทหารไม่อนุญาตให้นำรถออกไป โดยให้เหตุผลว่าต้องรอคำสั่งจากทางผู้บังคับบัญชาก่อนและจะนำไปให้เอง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเดินทางกลับต่อมา ส่ผลให้เกิดการทำงานล่าช้า แต่ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้เร็วที่สุด