รวบชาวจีนสวมบัตร ปชช.ทำเหมืองแร่

วันที่ 16 มิ.ย. 2554 เวลา 14:27 น.
กองปราบจับชาวจีนสวมบัตรปชช.เปลี่ยนชื่อจดทะเบียนทำธุรกิจเหมืองแร่ อ้างเกิดเมืองไทย

ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 16 มิ.ย. พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป.พร้อมด้วย พ.ต.ท.ธราดล เหมพัฒน์ พงส.(สบ3) กก.6 บก.ป.และ พ.ต.ท.ประภาส อ่องมะลิ พงส.(สบ2) กก.3 บก.ป.แถลงข่าวจับกุม นายซี หมิง หรือนายสุรีย์ แซ่โค้ว อายุ 55 ปี เจ้าของบริษัท อาร์แอนด์ดี ไทย จำกัด และ หจก.ไทยหลินหลาน คอมเมอร์เชียล จำกัด ตั้งอยู่ที่ 790/21 อาคารทองหล่อทาวเวอร์ ชั้น 3 ถนนสุขุมวิท ซอย 35 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 944/2554 ลงวันที่ 16 มิ.ย. 2554 ข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม และข้อหาแจ้งเจ้าพนักงานให้จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ พร้อมยึดของเป็นกลางบัตรประชาชน ใบ สด.9 ใบขับขี่ กุญแจรถ เช็ค สลิปธนาคาร นามบัตร และเอกสารต่างๆ อีกจำนวนหนึ่ง โดยสามารถจับกุมได้ที่หน้าสำนักงานที่ดิน กทม.สาขามีนบุรี
              
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากชุดสืบสวน บก.ป.ได้รับร้องเรียนว่า นายซีหมิง หรือนายสุรีย์ มีพฤติการณ์สวมบัตรประชาชนของ น.ส.สุรีย์ แซ่โค้ว ซึ่งมีข้อมูลในทะเบียนบ้าน อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 70/21 ถนนกลางเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยมีการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อจาก น.ส.เป็น นาย แล้วนำบัตรประชาชนดังกล่าวไปประกอบกับเอกสารอื่นๆ ใช้จดทะเบียนบริษัทเพื่อประกอบธุรกิจเหมืองแร่ ในพื้นที่ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา และใช้ทำนิติกรรมต่างๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคง เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. 2537 ถึง วันที่ 22 มิ.ย. 2549 ต่อเนื่องกัน ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ และสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาไว้ได้
        
นอกจากนี้ได้ประสานไปยังเทศบาลนครขอนแก่น เพื่อตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร ทราบว่า ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกบัตรประชาชน และมีคำสั่งให้เพิกถอนบัตรประชาชนของนายสุรีย์ ไปแล้ว

สอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเป็นคนไทยมีพ่อแม่ซึ่งเคยมีภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ก่อนที่จะไปเติบโตที่ประเทศจีน แล้วกลับมาประเทศไทยอีกครั้งเมื่อปี 2537 ส่วนเรื่องการทำบัตรประชาชนนั้นเคยแจ้งเรื่องกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนราษฎรให้มีการแก้ไขและมีการตรวจสอบและรับรองเรียบร้อยแล้ว

ผู้ต้องหายังให้การอีกว่า เคยเข้าทำงานในธนาคารแห่งหนึ่งเป็นเวลากว่า 5 ปี ก่อนจะเปิดบริษัทเพื่อประกอบธุรกิจด้านเหมืองแร่ ซึ่งธุรกิจนี้ตนรับช่วงต่อมาจากนายชาญวิทย์ นักธุรกิจที่รู้จักกัน   เชื่อว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดน่าจะมีสาเหตุมาจากการกลั่นแกล้งของคู่แข่งธุรกิจเหมืองแร่ ทั้งนี้ ชุดจับกุมได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.ป.รับไว้ดำเนินคดีต่อไป