ไทย ฮับ ค้าขายสัตว์ป่า ยิ่งปราบปรามยิ่งเกิด

วันที่ 26 พ.ค. 2554 เวลา 07:50 น.
ความน่ารักน่าชังของเหล่าสัตว์เลี้ยง ทำให้ใครหลายคนยอมเสียเงินเสียทองเพื่อขอเป็นเจ้าของ

โดย..กันติพัชญ์ ใจบุญ

ไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว หนู นก หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงแปลกหายากทั้งในและต่างประเทศ ถ้าใจรักเสียอย่างก็พร้อมจะยอมเสี่ยงยอมเสีย เท่าไหร่เท่ากัน ขอเพียงให้ได้ครอบครองเท่านั้น

“สัตว์ป่า” หรือ “สัตว์คุ้มครอง” จึงกลายเป็นที่ต้องการของผู้มีอันจะกินหรือคนมีเงิน เพื่อนำไปครอบครองกันอย่างครึกโครม จึงเกิดแก๊งลักลอบซื้อขายสัตว์ป่า หรือสัตว์คุ้มครองขึ้น แม้เจ้าหน้าที่จะปราบปรามอย่างหนักก็ตาม

จากข้อมูลพบว่าขบวนการค้าสัตว์ป่า หรือสัตว์คุ้มครองสัตว์สงวนต่างๆ ยังคงแพร่หลายอยู่ในหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มผู้มีอิทธิพล นักธุรกิจ หรือแม้แต่สวนสัตว์เอกชนต่างๆ ที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศไทย ก็ยังมีการลักลอบค้าสัตว์ป่า ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปราบปราม

ที่ผ่านมาขบวนการค้าสัตว์ป่ามักใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางคมนาคมในภูมิภาค แม้จะมีการปราบปรามและจับกุมอย่างหนัก แต่การเคลื่อนย้าย 10 ครั้งเฉลี่ยแล้วเจ้าหน้าที่จะสามารถจับได้เพียง 23 ครั้งเท่านั้น ทำให้ขบวนการค้าสัตว์ป่ากล้าที่จะลงทุน เพราะถือว่าคุ้มค่า ซากสัตว์ป่าและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสัตว์ป่าล้วนมีมูลค่าสูง ดังนั้นจึงมีขบวนการลักลอบล่าสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นตลอด

จากข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบว่า ตั้งแต่ต้นปี 2554 เป็นต้นมา พื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีการลักลอบล่าสัตว์มากที่สุด แต่ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้เพียง 30 คดี แต่ที่น่าเป็นห่วงคือมีขบวนการล่าช้างป่าเกิดขึ้น ผู้ล่าจะใช้ปืนยิงแม่ช้างให้ตาย แล้วใช้ปืนยาสลบยิงลูกช้างเอาไปขายอีกที หากมีพ่อช้างมาด้วยก็ฆ่าเอางา

ยิ่งในฤดูแล้งสัตว์ป่าจะหากินใกล้แหล่งน้ำ พื้นที่เสี่ยงก็คือบริเวณที่มีเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ ขบวนการลักลอบล่าสัตว์ก็มักแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวโดยล่องแพ จากนั้นจึงแอบเข้าไปยังเขตอนุรักษ์เพื่อทำการล่าสัตว์ นอกจากนั้นยังพบว่าขบวนการล่าสัตว์ป่าเริ่มปรับเปลี่ยนเครื่องมือให้สามารถดักสัตว์ใหญ่ได้มากขึ้น

โดยนำเครื่องมือไปวางไว้รอบป่าอนุรักษ์ เพราะรู้ว่าสัตว์ป่าต้องออกมาหากินชายป่า โดยเฉพาะหมูป่า เก้ง กวาง และมีการใช้บ่วงลวดสลิงดักสัตว์ แทนการใช้เชือกทำให้สามารถดักสัตว์ใหญ่ได้ แม้แต่วัวกระทิงและหมีก็ยังติดกับดัก หากสัตว์ยังไม่ตายก็เอาไปขายเป็นๆ แต่ถ้าตายก็ขายเนื้อและอวัยวะต่างๆ

กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ บก.ปทส. ที่รับผิดชอบในส่วนการจับกุมก็ปวดหัวไม่น้อยกับปัญหาดังกล่าว พ.ต.อ.เกียรติพงศ์ ขาวสำอางค์ รอง ผบก.ปทส. มือปราบที่ปราบการลักลอบค้าสัตว์มาอย่างโชกโชน ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า ขบวนการค้าสัตว์ป่า หรือสัตว์คุ้มครอง จะมีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ คือ 1.ค้าเพื่อเอาไปกิน พวกกลุ่มคนเหล่านี้จะมีความเชื่อเรื่องพลังวังชาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีน เวียดนาม เน้นจำพวกสัตว์เลื้อยคลาน

ไล่มาตั้งแต่งู ตัวนิ่ม ไล่ไปถึงตัวใหญ่ๆ อย่างหมี หรือแม้แต่หมาและแมวก็ยังมี โดยเฉพาะตัวนิ่มขณะนี้จะมีราคามากและกำลังเป็นที่นิยม แต่ตัวนิ่มถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ส่วนใหญ่แหล่งที่ซื้อขายจะมาจากภาคใต้ของไทย และลำเลียงมาพักไว้ตามจังหวัดตะเข็บชายแดน ไม่ว่าจะเป็น จ.หนองคาย มุกดาหาร หรือจังหวัดเกิดใหม่อย่าง จ.บึงกาฬ เพื่อเตรียมลำเลียงไปยังประเทศจีนต่อไป

อีกประเภทหนึ่ง คือการค้าขายเพื่อเลี้ยงไว้เสริมสร้างบารมีของผู้มีอันจะกิน อาทิ เลี้ยงเสือโคร่ง เต่าหายาก เช่น เต่ามาดากัสการ์ ผลพลอยได้สำหรับสัตว์หายากคือเลี้ยงไว้เพื่อต้องการ “อะไหล่” ในตัวของสัตว์ ทั้งกระดูกเสือโคร่ง ซึ่งมีราคาแพง

ขณะนี้ถือเป็นสัญญาณอันตราย เพราะการค้าขายสัตว์ประเภทนี้ ทั้งนำเข้า หรือค้าขายกันในประเทศเริ่มขยายตัวมากขึ้น จนต่างชาติมองว่าไทยเป็น “ฮับ” หรือศูนย์ค้าขายสัตว์ป่าต้องห้ามของขบวนการค้าสัตว์ข้ามชาติไปแล้ว

“ที่ผ่านมาตำรวจจะจับได้ที่ปลายทางมากกว่า แต่ผู้บงการหรือตัวการใหญ่จับได้น้อยมากเข้าไม่ถึงตัว อาจเป็นเพราะด้านการข่าวยังมีน้อย แต่เจ้าหน้าที่ก็เร่งดำเนินการ อุปสรรคอย่างหนึ่งคือขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่ามีเงินจำนวนมหาศาลที่เข้ามาเกี่ยวข้องจึงจับกุมยาก เช่น เสือโคร่ง ราคาซื้อขายสูงถึงกิโลกรัมละ 2 หมื่นบาท ตัวหนึ่งๆ ก็ปาเข้าไปเหยียบล้านบาทแล้ว” พ.ต.อ.เกียรติพงศ์ บอก

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ขบวนการค้าสัตว์ป่าได้ใช้ระบบอินเทอร์เน็ตในการซื้อขายแลกเปลี่ยน ทั้งการนำเสนอสินค้า การเสนอราคา ทำให้การติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างยากลำบาก

“ทางตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็ช่วยกันออกประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ เพื่อรณรงค์ให้หยุดการซื้อขายสัตว์ป่า ทั้งขู่เรื่องโทษทัณฑ์ ความเสียหายที่จะก่อให้เกิดต่อทรัพยากรทางธรรมชาติ พยายามลดความต้องการลง เมื่อความต้องการไม่มี สินค้าที่ซื้อขายก็จะน้อยลงไปตามขั้นตอน” พ.ต.อ.เกียรติพงศ์ ย้ำทิ้งท้าย

ว่าไปแล้วก็หดหู่ใจไม่น้อยกับการค้าขายสัตว์ป่า ถึงอย่างไรประชาชนก็ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาช่วยเจ้าหน้าที่ คอยตรวจสอบร่วมกัน หากพบเหตุผิดปกติก็สามารถแจ้งเข้าไปได้ที่ตำรวจ ปทส. ได้ที่สายด่วน 1136 ถือว่าช่วยเพื่อนร่วมโลกและให้สัตว์ป่าเหล่านี้ ได้คงอยู่ในที่ที่ควรอยู่อย่างถูกต้อง ไม่ใช่ว่าต้องไปอยู่ในท้องคน หรือในบ้านเพื่อเสริมสร้างบารมีด้วยค่านิยมที่ผิดๆ