เพิ่มตุนอาหารรับมือโลกร้อน

  • วันที่ 12 พ.ค. 2554 เวลา 07:26 น.

เอเชียยุโรปตื่นโลกร้อน กระตุ้นทุกชาติวางแผนเสริมความมั่นคงด้านอาหาร ป้องกันปัญหาขาดแคลน

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลประชุมความมั่นคงด้านอาหารในกรอบเอเชียยุโรป ระหว่างวันที่ 9-11 พ.ค. ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ ชาติสมาชิกเห็นตรงกันว่า ปัญหาการแปรปรวนของสภาวะอากาศและปัญหาโลกร้อนกระทบต่อความมั่นคงของอาหารโลก โดยเฉพาะภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ทำลายพื้นที่และผลผลิตการเกษตร ทุกชาติต้องร่วมมือกัน

กรอบความร่วมมือกำหนดไว้ 11 ข้อ ได้แก่ 1.ประเทศสมาชิกจะผลักดันให้มีการกำหนดนโยบายให้ความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ลดการบิดเบือนทางการค้า 2.สร้างเครือข่ายข้อมูลและสารสนเทศระหว่าง 2 ภูมิภาค 3.พัฒนาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการสำรองอาหารกรณีฉุกเฉิน

ข้อ 4.เสริมสร้างความร่วมมืออำนวยความสะดวกทางการค้าและการตลาด 5.เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหารเพื่อให้ปริมาณอาหารเพิ่มขึ้นและผลิตอย่างยั่งยืน โดยถ่ายทอดเทคโนโลยี ลดการสูญเสียหลังเก็บเกี่ยวและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ 6.สร้างพลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานชีวภาพให้สอดคล้องกับนโยบายความมั่นคงทางอาหาร

ข้อ 7.ลงทุนการเกษตรอย่างรับผิดชอบ สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน 8.ความร่วมมือด้านการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 9.ความร่วมมือด้านมาตรฐานอาหาร 10.เสริมสร้าง Social Safely Nets อย่างยั่งยืน และ 11.พัฒนาศักยภาพเกษตรกรรายย่อย

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ไทยได้รายงานถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ประสบทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม และการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืช แต่ก็ได้วางมาตรการป้องกันไว้แล้ว ซึ่งครั้งต่อไปจะประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี วันที่ 6-7 มิ.ย. และการประชุมผู้นำที่ลาว ปี 2555 เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายในการลดจำนวนประชากรโลกที่อดอยากหิวโหยโดยเร็วที่สุด

เลขาธิการ สศก. กล่าวว่า ในที่ประชุมยังได้รับทราบปัญหาการขาดแคลนอาหารของประชากรโลกในปีที่ผ่านมามีถึง 925 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี ในส่วนของไทย องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO รายงานว่าไทยขาดสารอาหาร 10 ล้านคน

กระทรวงเกษตรฯ ได้ประสานกับเอฟเอโอเพื่อขอให้ทบทวนเกณฑ์การประเมินใหม่ เนื่องจากทางเอฟเอโอใช้ผลผลิตในประเทศลบด้วยการส่งออก ปริมาณที่เหลือหารด้วยปริมาณบริโภคต่อคนต่อจำนวนประชากรในประเทศ ซึ่งเอฟเอโอใช้เกณฑ์บริโภคของคนยุโรป ทำให้สัดส่วนสูงกว่าคนไทยทั่วไป โดยจะเร่งชี้แจงเพื่อให้รายงานเอฟเอโอออกมาถูกต้องมากที่สุด

 

ข่าวอื่นๆ