แก๊งค้ามนุษย์เกลื่อนเมืองภารกิจหินตำรวจ ปคม.

  • วันที่ 09 พ.ค. 2554 เวลา 07:28 น.

“การค้ามนุษย์” โดยเฉพาะการค้าแรงงานพม่าเถื่อนเข้ามายังเมืองไทย

ยังคงเป็นปัญหาที่ทำให้ตำรวจต้องกุมขมับ นั่นเป็นเพราะการสืบสวนจับกุมที่ยากเย็นไม่แพ้คดีอาชญากรรม ประกอบกับความต้องการแรงงานผิดกฎหมายของบรรดานายจ้างนอกรีต ยังคงต้องการคนต่างด้าว

แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ขบวนการค้ามนุษย์เหล่านี้ยังคงแทรกซึมอยู่ได้ เป็นเพราะมีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็น หรืออย่างน้อยก็ปิดตาลงข้างหนึ่งเพื่ออำนวยความสะดวกให้ขบวนการเถื่อนทำงานได้ง่ายขึ้น

กลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) บุกทลายโรงงานเถื่อนที่เต็มไปด้วยแรงงานพม่าผิดกฎหมาย 45 คน เป็นการซุกซ่อนแรงงานเถื่อนล็อตใหญ่ล็อตหนึ่งที่ตำรวจ ปคม.ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีแรงงานมากขนาดนี้ซุกอยู่ในอาคารพาณิชย์ภายในซอยทับสุวรรณ แขวงประชาสงเคราะห์ เขตดินแดง กทม. ที่ดัดแปลงเป็นโรงงานเย็บผ้าเถื่อนกลางเมืองหลวง

การจับกุมครั้งนั้นตำรวจจะออกปฏิบัติการไม่ได้เลย หากแรงงานพม่า 3 คน ไม่สามารถหลบหนีออกมาแจ้งให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิช่วยเหลือเพื่อนคนงานอีกหลายสิบคนที่ถูกกักขังอยู่ในอาคาร ทั้งหมดถูกบังคับให้ทำงานจนหามรุ่งหามค่ำอย่างไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ท่ามกลางความเป็นอยู่ที่ยากแค้น ไม่ได้รับค่าจ้างแม้แต่เพียงน้อยนิด การส่งสารของแรงงานพม่าที่หลุดรอดบ่วงนรกมาได้ ทำให้ตำรวจ ปคม.เริ่มดมกลิ่นจนกระทั่งเข้าสู่การช่วยเหลือและจับกุมผู้ต้องหาไว้ได้

พ.ต.อ.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้กำกับการ 1 บก.ปคม. ยอมรับว่าการสืบสวนจับกุมขบวนการค้าแรงงานต่างด้าวเถื่อนทำได้ยาก ไม่ต่างจากการคลี่คลายคดีฆาตกรรมคดีใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน นั่นเป็นเพราะตัวแรงงานเองกับขบวนการรู้เห็นเป็นใจกับเจ้าของโรงงาน หรือผู้ที่ต้องการแรงงานเถื่อน เมื่อเป็นเช่นนี้การที่ตำรวจจะได้ข้อมูลก็เป็นเรื่องที่ยาก เพราะเป็นการสมยอมกันของทั้งสามฝ่าย

“แน่นอนว่าขบวนการนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐของทั้งสองประเทศรู้เห็นครับ ไม่เช่นนั้นก็ยากที่ขบวนการเหล่านี้จะขนแรงงานผ่านถนนหลวงเข้ามาในกรุงเทพฯ ได้” พ.ต.อ.ณพวัฒน์ เล่าให้ฟัง พร้อมกับบอกว่าอุปสรรคของการเข้าตรวจค้นแหล่งซุกซ่อนแรงงานก็คือ การขอหมายจับจากศาล เพราะต้องมีข้อมูลที่แน่ชัดว่าสถานที่ใดเป็นแหล่งต้องสงสัย และการแยกแยะแรงงานก็เป็นเรื่องลำบาก ตำรวจไม่สามารถรู้ได้ว่าสถานที่ใดใช้แรงงานถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย หรือบางแห่งอาจจะมีผสมกันทั้งสองรูปแบบ จึงทำให้การทำงานเข้าขั้นยากขั้นเทพ เว้นแต่ว่ามีแรงงานเถื่อนหนีออกมาให้ข้อมูลกับตำรวจ

อย่างกรณีของการจับกุมครั้งล่าสุดที่ผ่านมาที่ดินแดงนั้น ตำรวจก็ได้รับข้อมูลจากแรงงานที่หลบหนีออกมาได้ จึงทำให้ พ.ต.อ.ณพวัฒน์ ได้ข้อมูลว่าแรงงานทั้งหมดได้นั่งเรือข้ามแม่น้ำเข้าไทยที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เสียค่านายหน้าคนละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท เมื่อเข้ามายังเขตชายแดนไทยแล้วจะมีนายหน้าที่เป็นคนไทยพาเดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ ผ่านการเดินเท้าและรถยนต์ กระทั่งมาถึงอาคารพาณิชย์ย่านดินแดง ซึ่งชั้นล่างดัดแปลงเป็นที่ตัดผ้า ชั้นสองเป็นที่เย็บผ้า ส่วนชั้น 34 เป็นห้องพักคนงานทั้งหมด

แทบไม่น่าเชื่อว่าคนงานทั้งหมดจะอาศัยอยู่กันได้ในสถานที่เช่นนี้ เพราะชั้นล่างด้านหลังถูกโบกปูนปิดทึบแน่นหนา ไม่มีทางแม้แมลงจะเล็ดลอดออกไปได้ ส่วนด้านหน้าเป็นประตูเหล็ก 2 ชั้น ชั้นนอกเป็นโครงเหล็กโปร่งล็อกด้วยกุญแจขนาดใหญ่ 1 ดอก ชั้นที่ 2 เป็นแผ่นเหล็กปิดทึบล็อกด้วยกุญแจขนาดเดียวกันอีก 1 ดอก

 

โดยทั้งสองประตูห่างกันราว 3 นิ้ว และปิดล็อกตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ส่วนชั้นที่ 24 ของอาคารก็ถูกปิดกั้นด้วยโครงเหล็กและตาข่าย ในขณะที่ชั้นดาดฟ้าถูกปูนโบกปิดไว้อย่างแน่นหนา แน่นอนว่าการปิดกั้นเช่นนี้ไม่สามารถทำให้คนนอกคนในเข้าออกได้แม้แต่จะคิด

แรงงานทั้งหมดเกือบครึ่งร้อยที่อัดแน่นทำงานอยู่ในอาคารนรกแห่งนี้ จะทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าไปจนถึงตี 4 เป็นเช่นนี้ทุกวัน โดยจะได้เงินค่าจ้างวันละ 200-300 บาท โชคดีหน่อยที่มีอาหารให้กินครบ 3 มื้อ แต่ที่โชคร้ายนั่นคือเงินที่บอกว่าจะได้รับ เจ้าของโรงงานบอกว่าจะต้องถูกหักเป็นค่าที่พัก ค่าอาหาร และเงินที่เหลือจะถูกส่งเป็นค่าตัวให้กับขบวนการที่พามา เงินจะถึงมือแรงงานจึงมีค่าเท่ากับเลขศูนย์

การทลายโรงงานเข้าช่วยเหลือแรงงานทั้งหมดเมื่อกลางเดือน เม.ย. จึงถือว่าเป็นการปลดปล่อยแรงงานเถื่อนเหล่านี้จากการจองจำ พร้อมกับจับกุมผู้ต้องหา คือ ดาลองวู ชาวจีน อายุ 49 ปี และ นามี แซ่ลี ชาวไทยภูเขา อายุ 26 ปี สองสามีภรรยาเจ้าของโรงงานนรก ดำเนินคดีในข้อหากระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และร่วมกันบังคับคนให้เป็นทาสโดยการนำเข้าหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร

สำหรับเส้นทางการนำแรงงานเถื่อนเข้ามาในเมืองไทยไม่ใช่มีเพียงเส้นทาง อ.แม่สอด จ.ตาก แต่ด้าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ก็ใช้วิธีการคล้ายกันคือทำเป็นขบวนการที่มีคนไทยและเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนรู้เห็นด้วย เมื่อข้ามมายังฝั่งไทยแล้ว แก๊งคนร้ายจะทยอยนำแรงงานขึ้นซุกซ่อนในรถกระบะติดแค็บที่ดัดแปลงเป็นพิเศษ แล้วขับไปตามถนนสายรอง เพราะการใช้ถนนสายหลักเสี่ยงต่อการเจอด่านตรวจ

พ.ต.อ.ณพวัฒน์ ให้ข้อมูลว่าคนขับรถจะมีความชำนาญเส้นทางมาก บางครั้งยอมขับรถอ้อมเข้าหมู่บ้าน และเลือกช่วงเวลาที่ตำรวจไม่ตั้งด่าน อาจจะมีรถคันหนึ่งเป็นส่วนล่วงหน้าเพื่อตรวจดูเส้นทางก่อนด้วย ส่วนรูปแบบในการขนแรงงานเถื่อนนั้นก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ตำรวจสงสัย

สำหรับโรงงานที่ใช้แรงงานเถื่อนและกักขังแรงงาน ตำรวจคาดว่าจะมีซุกตัวอยู่อีกมากในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพราะขบวนการนี้มีอยู่หลายกลุ่มก้อน

ขณะนี้ตำรวจ ปคม.กำลังจับตาไปที่โรงงานขนาดเล็ก เช่น โรงงานเย็บผ้า หรือโรงงานทำขนม และธุรกิจในครอบครัวบางแห่ง เพราะกิจการประเภทนี้เป้าหมายจะใช้แรงงานเถื่อน การปราบปรามยากจะสำเร็จหากไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน หากเห็นผิดสังเกตก็ให้แจ้งตำรวจเพื่อทลายขบวนการค้ามนุษย์ให้สิ้นซาก!!!

 

ข่าวอื่นๆ