ผลาญอุ้มดีเซล

วันที่ 19 เม.ย. 2554 เวลา 07:00 น.
นายกฯลดภาษีสรรพสามิตลิตรละ5.30ยัน6เดือนเงินหาย4.5หมื่นล.คลังยอมกระเป๋าฉีก 4.5 หมื่นล้านบาท ลดภาษีสรรพสามิตอุ้มราคาขายปลีกตรึงราคาดีเซลต่ออีก 6 เดือน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท ต่อไปอีก 6 เดือน หลังหารือร่วมกับนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เมื่อวันที่ 18 เม.ย.

ทั้งนี้ เงินอุดหนุนน้ำมันแทนเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะหมดลงในเดือน เม.ย.นั้น ได้มาจากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงลิตรละ 5.30 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 40 สตางค์ เป็น 5.70 บาท เหลือเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพียงลิตรละ 0.005 บาท
นายกรณ์ เปิดเผยว่า การตัดสินใจยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลครั้งนี้ จะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากนี้ไปจนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2554 (ก.ย. 2554) ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท โดยเป็นผลกระทบต่อภาษีสรรพสามิต 42,480 ล้านบาท และภาษีมูลค่าเพิ่มประมาณ 1,900 ล้านบาท
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลยังมีความจำเป็นต้องตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตรต่อไป ซึ่งจะนำเรื่องนี้เข้าเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 20 เม.ย. และคาดว่าจะประกาศบังคับใช้ได้ในวันเดียวกัน
 นายกฯ ย้ำว่า สาเหตุที่ต้องตรึงราคาน้ำมันดีเซลต่อก็เพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเดินหน้าได้ต่อไป เพราะหากปล่อยให้ราคาขยับสูงขึ้น อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ เพราะปกติราคาต้นทุนสินค้าแพงอยู่แล้ว หากเกิดเงินเฟ้อสูงขึ้นอีกอาจมีผลกระทบต่อนโยบายทางการเงินโดยรวมได้
“การใช้มาตรการภาษีเข้ามาดูแลราคาน้ำมันดีเซลครั้งนี้ จะไม่มีผลต่อฐานะการเงินการคลัง และไม่ได้ส่งผลต่อการจัดทำนโยบายของรัฐบาลหรือทำเพื่อหาเสียง แต่ทำให้ราคาสินค้าไม่ปรับสูงขึ้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า มาตรการนี้จะไม่กระทบในช่วงที่เปลี่ยนผ่านรัฐบาล หากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารสามารถพิจารณาตามความเหมาะสม
“ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ทำให้กองทุนน้ำมันติดลบหรือทำให้งบปี 2554 มีปัญหา ตอนนี้เราไม่ได้พูดถึงเรื่องการจัดการน้ำมัน แต่เราพูดถึงเรื่องการบริหารเศรษฐกิจ เพราะหากปล่อยราคาน้ำมันสูงจะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
แหล่งข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงสร้างเงินเฟ้อของประเทศไทยบิดเบือนไป เพราะนโยบายชดเชยราคาน้ำมันและลดค่าครองชีพให้ประชาชน หากปล่อยตามกลไกตลาดตามต้นทุนที่แท้จริง เงินเฟ้อจะต้องสูงกว่าที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศไว้ 3% อีก 2-3% เป็น 5-6% ซึ่งน่าเป็นห่วงในระยะยาวหากหลังเลือกตั้งรัฐเลิกอุ้มราคาน้ำมันจะทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงจนฉุดไม่อยู่