โพลชี้คนกังวลปลดล็อกกัญชามีผลเสียมากกว่าผลดี

วันที่ 26 มิ.ย. 2565 เวลา 10:49 น.
โพลชี้คนกังวลปลดล็อกกัญชามีผลเสียมากกว่าผลดี
ดุสิตโพลเผยคนกังวลปลดล็อกกัญชา เหตุประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ที่เหมาะสม เด็ก เยาวชนเข้าถึงง่าย โดย52.76%มองมีผลเสียมากกว่าผลดี

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 2,390 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 20-23 มิถุนายน 2565 พบว่า หลังจากมีการปลดล็อกกัญชาตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 ประชาชนรู้สึกค่อนข้างวิตกกังวล ร้อยละ 37.78 รองลงมาคือ วิตกกังวลมาก ร้อยละ 32.85 โดยมองว่าการปลดล็อกกัญชามีผลเสียมากกว่า ร้อยละ 52.76 มองว่ามีผลดีและผลเสียพอ ๆ กัน ร้อยละ 30.17 ผลดี คือ เป็นการใช้ประโยชน์ในการรักษาทางการแพทย์ ร้อยละ 74.96 สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 46.46

ส่วนความกังวล คือ ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ที่เหมาะสม ร้อยละ 84.58 เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย อยากรู้อยากลอง ร้อยละ 82.16 สิ่งที่ควรดำเนินการ ณ วันนี้ คือ จำกัดการใช้โดยเฉพาะเยาวชน สถานศึกษาควรเป็นแหล่งปลอดกัญชา ร้อยละ 88.38 มีมาตรการเฝ้าระวัง ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการใช้ในอาหาร ร้อยละ 82.26 ทั้งนี้ประชาชนคิดว่าการปลดล็อกกัญชาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองแน่นอน ร้อยละ 60.54

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า จากผลโพลประชาชนมีความกังวลใจต่อการปลดล็อกกัญชาและมองว่ามีผลเสียมากกว่าถึงแม้จะเป็นประโยชน์ทางการแพทย์หรือช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ในช่วงเดือนแรกของการปลดล็อกกัญชาจึงเห็น “สีสันของกัญชา” ในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น แต่ผลที่ตามมากลับไม่เป็นตามคาด การตลาดเกี่ยวกับกัญชามีสะดุดเพราะความไม่พร้อมของแนวทางมาตรการรองรับ กอปรกับข่าวรายวันจึงทำให้หลายฝ่ายกังวลต่อผลเชิงลบมากกว่า ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่หลายฝ่ายจะมองว่าการปลดล็อกกัญชา ครั้งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของการหาเสียงหรือหวังผลทางการเมือง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณัฐพร บู๊ฮวด อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 เป็นต้นมา ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2565 ได้มีผลบังคับใช้ ทำให้สารสกัดจากพืชกัญชาไม่ผิดกฎหมาย ส่งผลให้สามารถนำส่วนต่าง ๆ ของพืชกัญชา มาพัฒนาและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง สมุนไพร และการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ รวมทั้งยังมีการนำมาใช้ทางด้านสันทนาการ โดยมีกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงอันตรายเนื่องจากไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ ขาดคนดูแล จะเข้าสู่วงจรยาเสพติดได้ง่าย ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง

มาตรการเร่งด่วนที่ต้องทำคือ การจำกัดการเข้าถึงของเด็ก เยาวชน สถานศึกษารวมถึงพื้นที่โดยรอบ ต้องเป็นเขตปลอดกัญชา ภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือจะทำเพื่อ CSR ต้องให้ความรู้อย่างครบถ้วนด้วยภาษาและสื่อที่เหมาะสมกับคนแต่ละกลุ่ม ต้องมีการทุ่มเทจริงจังที่จะเสริมสร้างพื้นฐานการรับรู้ด้วยสติสัมปชัญญะของผู้คนอย่างต่อเนื่อง พร้อมด้วยมาตรฐานสินค้าและบริการที่ใช้ได้จริง ไม่ยุ่งยาก ตอบสนองกับความท้าทายในการใช้กัญชาและนำไปสู่การเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ทรงคุณค่าทั้งด้านนวัตกรรมการผลิตและด้านอรรถประโยชน์ในการบริโภค