อดีตพระกาโตะพบตร.รับทราบข้อหายักยอกทรัพย์ปมเงิน6แสน

วันที่ 17 พ.ค. 2565 เวลา 16:51 น.
อดีตพระกาโตะพบตร.รับทราบข้อหายักยอกทรัพย์ปมเงิน6แสน
อดีตพระกาโตะดอดเข้าพบตำรวจปปป.รับทราบข้อกล่าวหา"ยักยอกทรัพย์"ของวัดเพ็ญญาติ ตำรวจเตรียมเรียกสอบผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเพิ่มแล้ว

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายพงศกร จันทร์แก้ว หรือ อดีตพระกาโตะ ที่ตกเป็นข่าวฉาวมีความสัมพันธ์กับสีกาตอง เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. และ คณะพนักงานสอบสวนตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหา “ยักยอกทรัพย์” จากกรณีเบิกถอนเงินวัดเพ็ญญาติ จ.นครศรีธรรมราช มาให้สีกาตอง และพระคนกลาง เพื่อปกปิดเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อสักถามรายละเอียดต่างๆของเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด

พล.ต.ต.ศิร์ธัชเขต กล่าวว่า ในวันนี้ได้นัดหมายอดีตพระกาโตะเพื่อทำการสอบปากคำ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา จากการที่พระราชวรญาณ เจ้าอาวาสวัดบุปผารามวรวิหาร แจ้งความดำเนินคดีกับอดีตพระกาโตะ ฐานยักยอกทรัพย์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำในประเด็นการเบิกถอนเงิน ต้องรอให้สอบปากคำแล้วเสร็จ จึงจะสามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้ ส่วนเรื่องเงินนั้น ได้มีการตรวจสอบรายละเอียดทางด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้มีอำนาจในการเบิกเงินของวัด ซึ่งรวมถึงอดีตพระกาโตะเช่นกัน ซึ่งจะทำการตรวจสอบว่านำเงินที่เบิกถอนในแต่ละยอดนั้นไปทำอะไร โดยอดีตพระกาโตะได้ให้ข้อมูลว่าตามระเบียบของการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีวัด ต้องใช้มีผู้ที่เกี่ยวข้อง 3 คน ลงนาม หรือ 2 ใน 3 คนลงนาม จึงจะเบิกเงินไปได้ ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาสอบปากคำว่ามีการเบิกเงินในลักษณะดังกล่าวกี่ครั้ง มีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่  ซึ่งต้องตรวจสอบพยานหลักฐานจากธนาคารมาประกอบ ส่วนการแจ้งข้อหาอื่นๆ ก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบ

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับการเชิญตัว อดีตพระกาโตะ มารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้ เนื่องจากภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นำโดย บก.ปปป. และ บก.ป. เข้าดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนพบว่า จากการตรวจสอบสถานะตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดเพ็ญญาตินั้น ทราบว่าหลังจากที่หลวงพ่อกล่อม เจ้าอาวาสคนก่อน ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของอดีตพระกาโตะ ได้มรณะภาพเมื่อปี 64 หลวงพ่อกล่อมได้ฝากให้พระราชวรญาณ เจ้าอาวาสวัดบุปผาราม กทม. ซึ่งเป็นเครือญาติกันให้เป็นผู้ดูแลวัดต่อ โดยเจ้าคณะตำบล ได้แต่งตั้งพระราชวรญาณ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดอย่างถูกต้องตามขั้นตอน แต่เนื่องจากอุปสรรคเรื่องระยะทางที่ไกลพอสมควร มีความยากลำบากในการดูแลวัด พระราชวรญาณจึงได้มอบหมายหน้าที่ให้อดีตพระกาโตะ ช่วยดูแลจัดการเรื่องวัดในตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสแทน โดยไม่ปรากฏว่ามีการตั้งแต่งเป็นหนังสือหรือเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ จึงเชื่อว่าเป็นเพียงการมอบหมายหน้าที่ด้วยทางวาจาให้ดูแลวัด จึงมีความเป็นไปได้ว่า อดีตพระกาโตะ อาจไม่ใช่เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย พรบ.สงฆ์ และอาจไม่มีความผิดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานทุจริตงินวัด ตาม ป.อาญา มาตรา147 แต่อาจจะเข้าข่ายเป็นความผิดฐานยักยอกเงินวัด ตาม ป.อาญา ม.352 แทน

ทั้งนี้ ภายหลังพระราชวรญาณในฐานะรักษาการเจ้าอาวาสวัดเพ็ญญาติที่แท้จริง ทราบเรื่องราวทั้งหมดว่าเกิดความเสียหายกับวัด จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ ผบก.ปปป. ให้สอบสวนดำเนินคดีกับอดีตพระกาโตะและผู้ที่เกี่ยวข้องในข้อหายักยอกทรัพย์หรือความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ในส่วนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับเงินที่อดีตพระกาโตะยักยอกจากวัดนั้น อาจมีความผิดฐานรับของโจรทั้งสีกาตองและ คนกลางหรือพระดอนผู้รับเงินดังกล่าวชื่งอ้างว่าจะนำไปเคลียร์สื่อ และในกรณีของสีกาตองนั้น หากพฤติการณ์ของสีกาตองเป็นไปในลักษณะข่มขู่เพื่อเรียกร้องเงินแลกกับการปกปิดความลับหรือแบล็คเมลจริงนั้นก็อาจเข้าข่ายเป็นการรีดเอาทรัพย์ผู้อื่น ซึ่งมีอดีตพระกาโตะในฐานะเป็นผู้เสียหาย ย่อมสามารถใช้สิทธิเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้เช่นกันเพื่อความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม กรณีการตรวจสอบเรื่องเงิน เบื้องต้นพบข้อมูลว่าผู้ที่มีอำนาจลงนามเบิกถอนเงินบัญชีวัดมี 3 คน คือ 1.อดีตพระกาโตะ 2.ช่างบ่าวหรือนายสันติ จงราช (กรรมการวัด) และ 3. นายจุน (นามสมมุติ) กรรมการวัด อีก 1 คน ซึ่งขั้นตอนการเบิกถอนเงินแต่ละครั้ง จะต้องมีการลงนาม 2 ใน 3 คน จึงจะสามารถเบิกเงินจากบัญชีได้ แต่จากการตรวจสอบพบว่า การถอนเงินส่วนใหญ่ที่ผ่านมา จะมีเฉพาะอดีต พระกาโตะ กับ นายสันติ หรือช่างบ่าว เพียง 2 คนเท่านั้น ที่ลงนามเบิกเงินวัดมาโดยตลอด และตามที่มีข่าวว่าอดีตพระกาโตะได้เบิกเงินจากบัญชีวัดจำนวน 6 แสนบาทไปให้สีกาตองและพระคนกลางนั้น จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 65 มีการเบิกเงินจำนวน 6 แสนบาทจริง ซึ่งเชื่อมโยงสอดคล้องกับข้อมูลตามข่าวและคำยอมรับของพระกาโตะและสีกาตองที่ให้สัมกาษณ์กับสื่อก่อนหน้านี้จริง แต่จากข้อมูลทราบว่า เงิน 6 แสนบาทดังกล่าว แจกแจงแบ่งเป็นเงินสดให้อดีตพระกาโตะ 3 แสนบาท เพื่อนำไปจ่ายให้ สีกาตอง ส่วนที่เหลืออีก 3 แสนบาท ได้เข้าบัญชีของนายสันติ หรือช่างบ่าว เพื่อเป็นค่าใช่จ่ายวัด จำนวน 2 แสน และโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของพระกาโตะ 1 แสนบาท ซึ่ง 3 แสนพบว่ายังไม่ได้มอบให้พระคนกลางตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

จากการสืบสวนขยายผลต่อทำให้ทราบว่านอกจากเงิน 6 แสนที่เบิกถอนมาในตอนแรกอดีตพระกาโตะกับนายสันติ ยังได้มีการเบิกถอนเงินเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง คือในวันที่ 25 ม.ย.65 จำนวน 5 แสนบาท และเบิกเงินในวันที่ 27 เม.ย. 65 อีกจำนวน 1 แสนบาท รวมเป็นเงินที่เบิกถอนมาทั้งหมด 1.2 ล้านบาท โดยส่วนเงิน 5 แสน ได้โอนเข้าบัญชีนายสันติ จากนั้นนายสันติได้โอนเงิน 3 แสนต่อให้พระดอน ซึ่งเชื่อว่าเงิน 3 แสนดังกล่าว น่าจะเป็นเงินที่อดีตพระกาโตะให้พระดอนนำไปเคลียรสื่อ และ ที่เหลืออีก 3 แสนยังไม่ทราบว่าหายไปไหน

ต่อมา ภายหลังพบว่า พระดอน ที่มีหมายจับติดตัวหลายคดีซึ่งได้หายตัวไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดทราบว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 65 พระดอนได้นำเงียบมาคืนเงินให้กับผู้เสียหายในคดีเช็คเด้ง ที่ สภ.เมืองนครศรีธรรมราชเรียบร้อยแล้ว และผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์ไม่ติดใจเอาความอีก จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าพระดอนอาจนำเงินที่ได้รับโอนจากพระกโตะและนายสันติ มาจ่ายให้กับผู้เสียหายในคดีเช็คดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งหลังจากนี้ทางตำรวจสอบสวนกลาง โดย บก.ปปป.จะทำการเรียกตัวพระกาโตะ,สีกาตอง ,นายสันติ และ พระดอน มาชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินของวัดดังกล่าว หากสอบสวนพบว่ามีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป อีกทั้งจะตรวจสอบข้อมูลการขอเปิดบัญชีของวัดว่ามีรายละเอียด และเงื่อนไขวัตถุประสงค์อย่างไร รวมถึงตรวจสอบการเบิกเงินในบัญชีวัตย้อนหลังด้วยว่าก่อนหน้านี้มีการเบิกใช้ จ่ายเงินอย่างถูกต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของวัดหรือไม่ หรือมีการทุจริตเงินวัดไปใช้จ่ายส่วนตัวอย่างอื่นอีกหรือไม่ ต่อไป