"ดีเอสไอ"ลุยสืบแก๊งหลอกประเมินที่ดินปลอม หลังเหยื่อสูญเงิน10ราย

วันที่ 17 พ.ค. 2565 เวลา 14:55 น.
"ดีเอสไอ"ลุยสืบแก๊งหลอกประเมินที่ดินปลอม หลังเหยื่อสูญเงิน10ราย
"ดีเอสไอ"ลุยสืบสวนคดีแก๊งหลอกประเมินที่ดินปลอม หลังผู้เสียหายสูญเงินร้องทุกข์แล้ว 10 ราย แนะผู้ตกเป็นเหยื่อเข้าร้องทุกข์ที่ยุติธรรมจังหวัดได้ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 65 นายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความ นำผู้เสียหายจำนวน 10 ราย เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือจากกรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม กรณีถูกมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นบริษัทเงินทุนต่างชาติ ต้องการเข้ามาลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และที่ดินในประเทศไทย โดยมีว่าที่ร้อยตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรับเรื่อง

ว่าที่ร้อยตรี ธนกฤต กล่าวว่า จากการสอบปากคำผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนายหน้าพบว่า กลุ่มมิจฉาชีพมีพฤติการณ์การแอบอ้างกว่ารู้จักนักการเมืองและบุคคลมีชื่อเสียงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อชักชวนผู้เสียหายเข้ามาร่วมทำสัญญาการประเมินอสังหาริมทรัพย์ในราคาสูง และหลอกให้ผู้เสียหายจ่ายเงินค่าดำเนินการ เมื่อมีผู้หลงเชื่อและจ่ายเงินให้จึงมีการอนุมัติรับจำนองหรือขายฝากในวงเงินต่ำกว่าโฆษณา เพื่อให้ผู้เสียหายปฏิเสธไม่เข้ารับจำนองหรือขายฝาก ก่อนจะยึดเงินค่าดำเนิน การในการประเมินที่ดินดังกล่าว เป็นการใช้ช่องทางกฎหมายหลอกลวงผู้อื่นให้หลงเชื่อ การกระทำดังกล่าวสุ่มเสี่ยงกระทำผิดกฎหมายในฐานฉ้อโกง เพราะทำตัวเป็นนักประเมินปลอม ไม่มีทุนจากต่างประเทศตามคำกล่าวอ้างกับผู้เสียหายจริง

โดยนายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้ศูนย์สอบสวนคดีอาญาพิเศษ ตั้งเลขสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว หากมีประชาชนคนไหนที่ได้รับความเสียหายจากคดีดังกล่าวให้รีบรวมตัวเข้าร้องเรียนที่กระทรวงยุติธรรมโดยด่วนเพื่อจะเดินหน้าทำเป็นคดีพิเศษ ส่วนผู้เสียหายที่อยู่ต่างจังหวัดให้เข้าร้องเรียนที่ยุติธรรมจังหวัดได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกัน นายเสี่ยวโป เฉิน นักธุรกิจชาวไต้หวัน เข้าร้องเรียน ร้องทุกข์ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในคดีฉ้อโกง (ถุงมือยาง หน้ากากอนามัย) ให้ช่วยเหลือหลังถูกฟ้องร้องคดี เนื่องจากเชื่อว่าการถูกฟ้องร้องคดีในครั้งนี้ไม่ชอบมาพากล จึงขอให้ช่วยตรวจสอบ ซึ่งทางศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรมได้รับเรื่องไว้แล้วเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องการทุจริต และการข่มขู่ให้ได้มาเพื่อการกรรโชกทรัพย์ รวมถึงต้องสอบปากคำก่อนอีกด้วย เนื่องจากชายชาวไต้หวันคนดังกล่าวเป็นทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหา