"อนุชา"สั่งลุยต้องดำเนินคดี"หมอปลา"ทำผิดอาญาแผ่นดิน

วันที่ 17 พ.ค. 2565 เวลา 12:04 น.
"อนุชา"สั่งลุยต้องดำเนินคดี"หมอปลา"ทำผิดอาญาแผ่นดิน
รมต.ประจำสำนักนายกฯไฟเขียวสำนักพุทธฯดำเนินคดีหมอปลาไม่เช่นนั้นจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ลั่นความผิดอาญาแผ่นดินยอมความไม่ได้ ย้ำพระพุทธศาสนามีมา 2,500 ปีไม่จำเป็นต้องให้ใครคนหนึ่งจัดการเอง

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. นายอนุชา  นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เปิดถึงการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทระหว่างฆราวาสกับพระสงฆ์ รวมทั้งการเรียกศรัทธาคืนจากพุทธศาสนิกชน ว่า ให้สำนักพุทธฯดำเนินการในส่วนที่จำเป็น ซึ่งตนได้มีคำสั่งให้สำนักพุทธฯแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อดำเนินการตั้งแต่ต้นที่เกิดปัญหาขึ้นมา เพื่อตรวจสอบแต่ไม่ได้ให้ข่าวออกไป

นายอนุชา กล่าวว่า พระพุทธศาสนาของเรามีมา 2,500 ปีแล้ว ฉะนั้นในเรื่องการผิดพระวินัย ทั้งในเรื่องปาราชิกหรือสิ่งต่างๆพระพุทธเจ้าทรงเห็นมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ศาสนาพุทธเรามีมา 2,500 ปี คงไม่ต้องไปพึ่งใครเพียงคนใดคนหนึ่งที่มาบอกว่า จะมาบริหารจัดการองค์กรพุทธ เรามีพระสงฆ์ที่เป็นตัวแทนขององค์พระพุทธเจ้าดูแลมาโดยตลอด และอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ คงไม่ต้องไปพึ่งพาบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่บอกว่าจะมาทำเพื่อศาสนา และส่วนตัวคิดว่าการกระทำบางอย่างมันเหมือนดี แต่อีกสิ่งหนึ่งทำให้ผู้คนมองผ้าเหลือง มองศาสนาไปอีกอย่างหนึ่ง ท่านคิดว่าท่านทำถูกแล้วหรือ ระยะยาวท่านทำไม่ถูกแน่นอน เพราะท่านมีจิตใจที่ไม่ปกติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการอ้างว่าสำนักพุทธฯยังไม่เข้มแข็งพอ นายอนุชา กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่ว่าสำนักพุทธฯจะไม่เข้มแข็งพอตามข้อกล่าวหา การที่เราทำอะไรจำเป็นต้องออกมาบอกหรือ มีหลายเรื่องมากที่ทำไปอยู่ในสารบบและทำมาตลอด เราจำเป็นต้องพูดหรือ จะให้ศาสนาเราเป็นอะไร อย่าลืมว่าเราอยู่มา 2,500 ปีแล้ว

เมื่อถามว่า จะมีการดำเนินการกับหมอปลา อย่างไรบ้างเพื่อให้เป็นตัวอย่างไม่ให้เกิดการกระทำในลักษณะนี้อีก นายอนุชา กล่าวว่า ทุกอย่างว่าไปตามกฎหมาย อะไรที่ยอมไม่ได้เป็นอาญาแผ่นดินก็ต้องดำเนินการตามที่นักกฎหมายกล่าวไว้ ในส่วนของสำนักพุทธฯที่มีส่วนที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตามมติของมหาเถรสมาคมได้มีการเข้าไปดูแลพระสงฆ์และศาสนาอยู่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องการกำกับดูแลพระตามลำดับชั้น และอยู่ระหว่างที่จะตั้งโทษในส่วนที่จะเกิดขึ้นแต่ละลำดับชั้นลงไปในการดูแลของพระใต้การปกครอง ยืนยันว่าไม่ใช่ว่าสำนักพุทธฯจะนิ่งเฉย หลายอย่างได้ทำไปแล้วแต่ต้องยอมรับว่าเรื่องศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน บางครั้งความเชื่อความศรัทธายังคงมีอยู่ในสังคม บางครั้งใครไม่เชื่อไม่ศรัทธาก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่ความเชื่อความศรัทธาที่ยังคงมีมาจากอดีต เป็นคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีมาตั้งแต่อดีตกาล ยกเว้นคนอวดอุตริเท่านั้น ดังนั้นเราจะไม่ปล่อยให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่บอกว่าจะเข้ามาบริหารจัดการพุทธศาสนา มันไม่ถูก

นายอนุชา กล่าวว่า ในส่วนของการชี้แจงเรื่องต่างๆบางครั้งต้องเข้าใจโลกยุคปัจจุบันเป็นโลกแห่งการสื่อสาร เราไม่อยากเห็นความแตกแยกจากความคิดเห็นที่มีมากกว่าเดิม อย่างตนเป็นฆราวาสพูดมากไป เท่ากับฆราวาสไปวิเคราะห์วิจารณ์เสียเองมันไม่ถูกต้อง บางสิ่งบางอย่างเราต้องให้ปรากฎในเรื่องของความเชื่อและความศรัทธา พระที่ไม่ดีพระพุทธเจ้าจึงได้ตั้งเรื่องปาราชิก 4 ซึ่งหมายความว่าพระไม่ดีมีมาตั้งแต่อดีตกาลไม่ใช่แค่ปัจจุบัน อดีตกาลก็มีมารและผู้ที่ไม่หลุดพ้น ผู้ที่ไม่สามารถบรรพชาได้ นั่นหมายถึงปาราชิก 4

เมื่อถามถึงกรณีกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เสนอร่างแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับพระสงฆ์ 4 ฉบับให้มีโทษอาญาทั้งพระสงฆ์และสีกาที่ร่วมประพฤติผิด นายอนุชากล่าวว่า ต้องมีการพูดคุยกันในวงกว้าง ส่วนตัวไม่อยากให้มีการลงลึกลงไปเกี่ยวกับศาสนาของเรา ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการฯ แต่ต้องมีการพูดคุยในวงกว้าง ไม่ใช่คิดว่าจะแก้ไขแล้วทำทันที เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องพูดคุยกันไม่ใช่ว่าพอเกิดเรื่องแล้วต้องตัดสินใจทันทีทันใดเหมือนอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดเหตุการณ์กราดยิงกันทุกปีอย่างไม่มีเหตุผล โดยเฉพาะในโรงเรียนต่างๆเขาก็ยังไม่เคยเปลี่ยนพ.ร.บ.อาวุธปืน เขาจะไม่ยอมให้ใครคนใดคนหนึ่งมาเปลี่ยนจุดยืนประเทศของเขา ซึ่งบางครั้งเราต้องมีจุดยืนและความเข้มแข็ง

“บางครั้งผมต้องอดทนอดกลั้น ไม่เป็นไรใครว่าใครกล่าวก็ต้องอดทนอดกลั้น เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งเมื่อพูดออกไปแล้วกลายเป็นประเด็นในเรื่องของศาสนา ผมเป็นฆราวาสคนหนึ่งที่ไม่อยากเห็นศาสนาของเราที่เป็นเสาหลักสั่นคลอน ยอมรับว่าบางครั้งผมเองก็เกือบจะเหลืออดหลายครั้ง”รมต.ประจำสำนักนายกฯกล่าว