ตร.แถลงโต้"อัจฉริยะ"ทำให้สังคมไขว้เขวคดีแตงโมเล็งใช้กม.จัดการ

วันที่ 09 พ.ค. 2565 เวลา 20:42 น.
ตร.แถลงโต้"อัจฉริยะ"ทำให้สังคมไขว้เขวคดีแตงโมเล็งใช้กม.จัดการ
ตำรวจแถลงโต้"อัจฉริยะ"ยันทำคดีแตงโตด้วยความโปร่งใส ชี้หลักฐานบางส่วนที่นำมาเปิดเผยถูกตัดต่ออาจทำให้ประชาชนไขว้เขว อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม ยันไม่มีใครชักใยอยู่เบื้องหลังให้คดีบิดเบี้ยว

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ที่ ตำรวจภูธรภาค 1 (ภ.1) พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษก ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อุดร ยอมเจริญ รอง ผบช.ภ.1 แถลงถึงการประชุมร่วมกับคณะทำงานคดี น.ส.นิดา พัชรวีระพงษ์ หรือแตงโม ดาราสาวชื่อดัง ภายหลัง นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมระบุว่ามีขบวนการสร้างพยานหลักฐานเท็จในคดีแตงโม 

พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีกลุ่มบุคคลแถลงข่าวเกี่ยวกับการทำงานของคณะสืบสวนสอบสวน ภ.1 ขอเรียนว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน และอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม โดยขณะนี้ตำรวจได้ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการแล้ว จึงไม่สามารถนำรายละเอียดในสำนวนมาเปิดเผยได้ทั้งหมด งข้อมูลที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวนำมาเผยแพร่นั้น อาจะมีบางส่วนที่เป็นความเข้าใจผิด การอ้างอิงพยานผู้ชำนาญการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรือ หรือ จีพีเอส ผู้ชำนาญการสามารถไปให้การในศาลได้ โดยเป็นผู้ชำนาญการจากหลายองค์กรที่มีการรับรอง มีอำนาจหน้าที่ให้ถ้อยคำในชั้นศาลได้ ไม่ใช่ว่าตำรวจนำผู้แอบอ้างเป็นผู้ชำนาญการมาทำคดี ยืนยันว่าผู้ชำนาญการมีที่มาที่ไป

พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวว่า ในคดีนี้มีผู้ตั้งข้อสงสัยจำนวนมาก หากเป็นการแสดงความเห็นโดยบริสุทธิ์นั้นสามารถยอมรับได้ แต่หากก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องพิจารณาการดำเนินการทางกฎหมาย โดยคลิปที่มีการนำเสนอนั้น ต้องสอบถามไปยังผู้นำเสนอ เนื่องจากตนไม่สามารถตอบในสิ่งที่อยู่ในสำนวนได้ แต่ใครทำอะไรไป ก็ต้องรับผิดชอบ ซึ่งคลิปแชตดังกล่าว ข้อมูลบางส่วนที่นำมานั้น อาจมีบางส่วนที่แสดงไม่ครบบริบท หากเข้าใจทั้งบริบท จะรู้ว่าไม่ใช่อย่างที่คิดและ เพราะเป็นการพูดคุยของคนสองคน และนำเสนอบริบทบางส่วน โดยทุกเรื่องนั้น ทาง ภ.1 ได้แถลงกับสื่อมวลชนไปแล้ว

ทั้งนี้ ยืนยันว่า กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่มีใครกล้ากระทำนอกเหนือกฎหมาย การสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานนั้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ส่วนคำว่า ลักศพนั้น ในกรณีทั่วไป หากวัตถุพยานที่อยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงานและยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวน พนักงานที่มีอำนาจสามารถนำมาตรวจพิสูจน์ได้ ส่วนจำนวนบาดแผลนั้น ไม่เคยมีการพูดถึงจำนวน 11 แผล แต่จำนวนบาดแผล 22 และ 26 บาดแผลนั้นขึ้นอยู่กับ เทคนิค, หลักการ และ เวลา โดยวันที่ชันสูตรโดยนิติวิทยาศาสตร์ ก็ไม่มีประเด็นขัดแย้งกัน ยืนยันว่า เป็นเรื่องวิธีคิด เทคนิค เวลา ที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่ทำให้สาระสำคัญในคดีเปลี่ยนแปลงไป โดยทุกวันนี้ เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้ใครก็สามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญและออกความเห็นได้ หากความเห็นเหล่านั้นทำให้กระบวนการยุติธรรมเสียหาย ก็ต้องถูกดำเนินคดี ทั้งนี้ ตนไม่กังวลใจในการทำงานแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่กระบวนการโซเชียล

ขณะที่ พล.ต.ต.อุดร ยืนยันว่า ได้ส่งสำนวนคดีให้อัยการไปแล้ว และขอยืนยันว่าตำรวจทำงานด้วยความโปร่งใส หลักฐานบางส่วนที่ถูกตัดต่ออาจทำให้ประชาชนไขว้เขว จึงไม่สามารถปล่อยผ่านได้ จึงต้องมาชี้แจงให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ว่าตำรวจทำคดีอย่างเต็มที่ และไม่มีกระบวนการใดแอบแฝง ส่วนกรณีที่มีผู้อยู่เบื้องหลังนั้น ไม่เป็นความจริง คดีดังกล่าวเป็นคดีที่มีประชาชนให้ความสนใจ ตนเชื่อว่าไม่มีใครนำตำแหน่งหน้าที่ไปแลกกับการสั่งการให้คดีบิดเบี้ยว เชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจและมีความมุ่งมั่น

สำหรับคดีนี้ ตำรวจต้องถอดบทเรียน เนื่องจากทุกคนสามารถเข้าสู่ข้อมูลได้ทั้งหมด และสามารถส่งต่อได้ ขอให้พิจารณาว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้น เป็นอาชีพหรือหน้าที่ของตนเองหรือไม่ หากก่อให้เกิดความเสียหาย ก็ต้องถูกลงโทษ โดยหลักฐานที่ส่งให้อัยการนั้นมีมากมาย ข้อมูลต่างๆนั้นเป็นความเห็นของพนักงานสอบสวนที่ขึ้นอยู่กับพยานบุคคล พยานหลักฐาน ที่รวบรวมมา เพื่อให้การทำคดีเป็นไปอย่างถูกทิศทาง ยืนยันว่าทำคดีโดยไม่มีอะไรแอบแฝง โดยจำนวนบาดแผลนั้น เมื่อเวลาเปลี่ยนไป บาดแผลบางส่วนก็อาจหายไป จึงไม่เป็นนัยยะสำคัญในคดี

ด้าน พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1 เปิดเผยว่า ตนมั่นใจในการทำงานของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน โดยทำคดีอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำตามกฎหมาย และพยานหลักฐาน ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าตำรวจทำคดีด้วยความซื่ออสัตย์ ตรงไปตรงมา กรณีที่มีผู้กล่าวหาคณะพนักงาน ก็ไม่หวั่นไหวหากมีใครจะฟ้องร้อง ขอให้มั่นใจว่าสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ จากนี้ขอให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำงาน ซึ่งคลิปที่มีการเปิดเผยมานั้นไม่เป็นความจริง คณะทำงานทำตามพยานหลักฐานที่ปรากฎ

พล.ต.ท.จิรพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีหลักฐานปรากฎสู่บุคคลภายนอกนั้น ยืนยันว่าไม่มีเกลือเป็นหนอน ใครทำอะไรก็ขอให้รับผิดชอบ ตนไม่เสียกำลังใจแต่อย่างใด การชันสูตรนั้นเป็นไปตามหลักสากล เมื่อถึงชั้นอัยการ ความจริงจะปรากฎ กระบวนการยุติธรรมไม่ได้จบแค่ที่ตำรวจ ส่วนกรณี 20 ประเด็นที่อัยการสั่งสอบเพิ่ม ตำรวจไม่ได้ทำสำนวนอ่อน แต่เพื่อให้สำนวนมีความรอบคอบมากขึ้น และเป็นอำนาจของพนักงานอัยการอยู่แล้ว ถือว่าไม่ใช่จำนวนที่มาก เพราะเป็นคดีที่มีรายละเอียด ทั้งนี้ ตนไม่ทราบเจตนาของบุคคลที่ออกมาแถลงข่าว หากมีหลักฐานอะไรก็ขอให้นำมามอบให้กับตำรวจ หากนำมาให้ตำรวจตั้งแต่ต้นก็คงได้ช่วยเหลือกัน ตนเองก็ต้องกานให้คดีกระจ่าง ตนพูดมาตลอดว่าพร้อมรับหลักฐานตั้งแต่ที่ผ่านมา บุคคลดังกล่าวก็ยังไม่เคยนำหลักฐานหรือข้อมูลมามอบให้กับทางตำรวจแต่อย่างใด