ดีอีเอส เร่งกวดขัน อาชญากรรมออนไลน์ เล็งสกัดบัญชีม้า ความผิดเท่าฟอกเงิน

วันที่ 12 ก.พ. 2565 เวลา 08:52 น.
ดีอีเอส เร่งกวดขัน อาชญากรรมออนไลน์ เล็งสกัดบัญชีม้า ความผิดเท่าฟอกเงิน
ดีอีเอส ผนึกกำลังปปง. -ตำรวจ-สมาคมธนาคารไทย-แบงก์ชาติ ใช้มาตรการเข้มสกัดบัญชีม้า เล็งยกระดับความผิดเทียบเท่าพฤติกรรมฟอกเงิน ตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมกับ สตช.ปลดล็อคความล่าช้าในกระบวนการอายัด

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ ครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 11 ก.พ.65 ได้มีการพิจารณาวาระสำคัญ 2 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ในการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และ 2.การแจ้งเตือนประชาชนก่อนโอนเงินและมาตรการแก้ปัญหาบัญชีม้า ตามแนวทางที่สมาคมธนาคารไทยและธนาคารแห่งประเทศไทย นำเสนอต่อที่ประชุม

โดยในส่วนของแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ในการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยกำหนดให้พฤติการณ์การเปิดบัญชีม้าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว โดยระบุไว้ในร่างมาตรา 50 เพิ่มเติมมาตรา 61/3 ว่า ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ โดยรู้อยู่แล้ว หรือมีเหตุอันควรรู้ว่า การกระทำดังกล่าวจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิด ฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ได้แก่ 1.ใช้ชื่อ บัญชี ข้อมูล เอกสาร บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซิมการ์ดโทรศัพท์ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือหลักฐานของบุคคลอื่น เพื่อปกปิดตัวตนในการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือทำธุรกรรมกับผู้มีหน้าที่รายงานหรือสำนักงานที่ดิน

2.ยอมให้บุคคลอื่นใช้ชื่อ บัญชี ข้อมูล เอกสาร บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซิมการ์ดโทรศัพท์ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือหลักฐานของตนเพื่อให้บุคคลอื่นปกปิดตัวตนในการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือทำธุรกรรมกับผู้มีหน้าที่รายงานหรือสำนักงานที่ดิน

3.เป็นธุระจัดหา รวบรวม ซื้อ ขาย จำหน่ายบัญชี ข้อมูล เอกสาร บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซิมการ์ดโทรศัพท์ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือหลักฐานของบุคคลอื่น เพื่อให้บุคคลใดๆ นำไปใช้เพื่อปกปิดตัวตนในการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือทำธุรกรรม กับผู้มีหน้าที่รายงานหรือสำนักงานที่ดิน

นอกจากนี้ ยังพิจารณาแนวทางร่วมอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับปัญหาด้านนี้ ได้แก่ การตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการอายัดโดยเฉพาะ การจัดตั้งทีมเฉพาะกิจในการปฏิบัติงานในเรื่องนี้โดยเฉพาะ (สายตรวจไซเบอร์) การประสานงานระหว่างประเทศ ในการขอข้อมูล IP Address และข้อมูลผู้กระทำความผิด รวมทั้ง การพิจารณาจัดทำบันทึก MOU หรือตั้งคณะทำงานร่วมประเทศเพื่อนบ้าน

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า สำหรับการบูรณาการทำงานในเรื่องการแจ้งเตือนประชาชน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ ทางสมาคมธนาคารไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เตรียมแนวทางการแจ้งเตือนประชาชนก่อนโอนเงินและมาตรการแก้ปัญหาบัญชีม้า ดังนี้ โดยสมาคมธนาคารไทย ได้มีคำเตือนประชาชนเรื่องรับจ้างเปิดบัญชีมีติดอยู่ทุกสาขาธนาคาร ทั้งนี้พนักงานสาขาที่รับเปิดบัญชีต้องมีความระมัดระวังการเปิดบัญชีม้า ซึ่งในอดีตม้าหรือคนรับจ้างเปิดบัญชีจะมีผู้นำและมาเป็นกลุ่มที่สาขาเดียว จึงสังเกตและพบได้ง่าย แต่ปัจจุบันกลุ่มผู้รับจ้างเปิดบัญชีมีการเรียนรู้ จึงมีการแยกกันเปิดบัญชีตามต่างสาขาหรือต่างธนาคาร

นอกจากนี้ ให้ความร่วมมือกับ ธปท. ในการอายัดบัญชี โดยประสานการส่งข้อมูลการอายัดบัญชีกับหน่วยงานด้านกฎหมายผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้สามารถอายัดบัญชีด้วยความรวดเร็ว อีกทั้ง มีศูนย์ประสานงานความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร (TB-CERT)

ขณะที่ ธปท. ได้มีการดำเนินการแล้ว ดังนี้ 1. แจ้งเตือนถึงภัยการเงินต่างๆ โดยเฉพาะปัจจุบันการหลอกให้เปิดบัญชีเงินฝากมีจำนวนมากขึ้น เพื่อนำบัญชีมาเป็นทางผ่านของการรับโอนเงินระหว่างเหยื่อและมิจฉาชีพ 2. มีกระบวนการส่งข้อมูลเพื่อแจ้งอายัดบัญชี โดยปกติ ธปท. สามารถทำการอายัดบัญชีได้ภายใน 1 ชั่วโมง นับแต่ได้รับหมายแจ้งคำสั่งศาล 3. การติดตามธุรกรรม รวมทั้งการส่งข้อมูลข้ามองค์กร เช่น การติดตาม location ของลูกค้า ยังมีข้อจำกัดในการปฏิบัติตามการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนบุคคล จึงต้องมีการขอความยินยอมจากลูกค้าก่อน และ 4. ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. โทร. 1213 รับแจ้งให้คำปรึกษา