หนุ่มรับจ้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์เผยนาทีเหยื่อยิงตัวตายต่อหน้า

วันที่ 25 ม.ค. 2565 เวลา 15:39 น.
หนุ่มรับจ้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์เผยนาทีเหยื่อยิงตัวตายต่อหน้า
แก๊งคอลเซ็นเตอร์เปิดใจ ถูกจ้าง 4 หมื่นข้ามแดนไปปอยเปต หลอกเหยื่อโอนเงิน พบมีชาวฟิลิปปินส์-อินโด-มาเลย์ร่วมแก็งรวมกว่า 100 ชีวิต แบ่งแผนกตุ๋นเหยื่อคดียาเสพติด-ฟอกเงิน-ปล่อยกู้ หลอกได้สูง 3 ล้านบาท/วัน

นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด นำนายสุรศักดิ์(นามสมมุติ)พร้อมมารดาเข้าร้องขอความช่วยเหลือจากกระทรวงยุติธรรม หลังหลบหนีออกจากแก๊งคอลเซ็นต์เตอร์ที่ใช้พื้นที่ในจังหวัดปอยเปต ประเทศกัมพูชาเป็นสำนักงาน และถูกมาเฟียจีนตามข่มขู่คุกคาม แม้จะหนีกลับมาอยู่ฝั่งไทยแล้ว โดยมี่ว่าที่ร้อยตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รับเรื่องดังกล่าว

นายสุรศักดิ์ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี กล่าวว่า ในช่วงต้นปี 64 ตนตกงาน ไม่มีงานทำ จึงได้เล่นโซเชียลพบเพจหางานในปอยเปต โฆษณารับสมัครงาน โดยจะได้ค่าตอบแทน 4 หมื่นบาท ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง จึงตัดสินใจไปทำงานเมื่อเดือน ก.ย.64 เมื่อไปถึงอ.โคกสูง จ.สระแก้ว มีผู้ชายชาวไทยเดินมารับเพื่อลักลอบพาข้ามแดนผ่านทางช่องทางธรรมชาติด้านจังหวัดปอยเปต จากนั้น จึงนำไปส่งไว้ที่อาคารแห่งขึ้นใกล้ชายแดนกัมพูชา โดยในอาคารดังกล่าวพบว่ามีคนไทยถูกหลอกมาทำงานคอลเซ็นเตอร์ประมาณ 100 ราย นอกจากนี้ยังมีชาวฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซียอีกเป็นจำนวนมาก

“จะมีการจัดที่พักอาศัยให้อยู่รวมห้อง 5 คน มีอาหารให้รับประทาน 3 มื้อ โดยชั้นจะมีห้องทำงานของกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ จะแบ่งหน้าที่กันทำ โดยแต่ละคนจะได้รับสมุดที่มีการบันทึกข้อมูลส่วนตัวของบุคคลที่มีรายชื่อเป็นคนไทยจำนวน 200 รายชื่อ ขณะที่แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์จะมีผู้ทำหน้าที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ ดีเอสไอ และแบ่งแผนกชัดเจน เช่น คดียาเสพติด แผนกคดีฟอกเงิน ใช้โทรศัพท์หาเหยื่อหลอกแจ้งหมายเลขคดี หมายจับ และชื่อบุคคลที่กระทำผิด จากนั้นจะหลอกล่อเหยื่อ การสอบข้อมูล โยงว่าเกี่ยวข้องกับผู้ที่กระทำผิด โดยสร้างบรรยากาศให้เหมือนอยู่ในสถานีตำรวจ หกรือสำนักงานรัฐ เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อว่ากำลังคุยกับตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รัฐจริงๆ” นายสุรศักดิ์ กล่าว

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ในแต่ละวันจะมีผู้หลงเชื่อโอนเงินให้วันละ 2-3 ล้านบาท เมื่อเหยื่อโอนเงินมาแล้วจะให้ผู้ถือบัตรเอทีเอ็มที่อยู่อ.อรัญประเทศกดเงินออกมา ส่วนคนที่ถูกหลอกมาทำงานหากใครไม่ยอมก็จะถูกผู้คุมซ้อมทำร้ายร่างกาย โดยผู้ชายจะถูกขู่ส่งไปลงเรือประมงชายทะเลสีหนุ ส่วนผู้หญิงจะถูกส่งไปค้าประเวณี และหากหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากตำรวจกัมพูชาจะถูกจับส่งตัวกลับไปที่เดิม แต่หากทำงานครบ 1 เดือน โดยไม่หลบหนีจะถือว่าผ่านการทดลองงาน และได้รับอนุญาตให้ออกนอกพื้นที่ เพื่อซื้อของใช้จำเป็นเดือนละ 1 ครั้ง

“ผมอยู่ครบกำหนด เขาอนุญาตให้ออกนอกพื้นที่ จึงลักลอบแอบนำโทรศัพท์ออกมาโทรหาแม่เพื่อขอความช่วยเหลือ แม่จึงติดต่อไปที่เพจสายไหมต้องรอด จากนั้นได้ประสานเจ้าหน้าที่ของเพจสายไหมฯ มารับตัวกลับ...เคยมีครั้งหนึ่งมีคนไทยกู้เงินผ่านแอพของแก๊งคอลเซนเตอร์ แต่คนจีนที่เป็นบิ๊กบอสคุมอยู่ บอกว่าให้ ผู้ชายคนนี้โอนเงินมาก่อนจึงจะให้กู้เงินตามจำนวนที่ต้องการ เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินประกันมาให้ แต่ถูกหลอก จึงวีดีโอคอลกลับมาถามแก๊งนี้ พร้อมทั้งขอเงินคืน แต่ถูกหัวหน้าแก๊งด่าว่าโง่ พร้อมหัวเราะใส่ ชายคนนั้นจึงเอาปืนยิงศรีษะผ่านวีดีโอคอล สร้างความสะเทือนใจกับคนที่ทำงานให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์มาก หลังจากเสร็จคดี ผมจะไม่ไปกัมพูชาอีกแล้ว และจะไปบวชอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ชายคนนี้ด้วย”นายสุรศักดิ์ กล่าว

นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เปิดเผยว่า ทางเพจต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปช่วยเหลือผู้ที่เหลือ ซึ่งเพจหางานในปอยเปยยังเปิดอยู่ กลัวว่าจะมีคนหลงไปเป็นเหยื่ออีก หลังจากนี้นายสุรศักดิ์จะไปร้อง ปคม. และจะนำเข้าสู่กระบวนคุมครองพยาน เนื่องจากถูกข่มขู่หลังออกมาแล้ว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนกฤต กล่าวว่า เหยื่อถูกหลอกลวงเพราะหลงเชื่อว่าจะได้ค่าตอบแทนถึงเดือน 40,000 บาท ต่อเดือน ซึ่งเป็นการข้ามไปทำงานแบบผิดกฎหมายด้วยเพราะไม่ต้องใช้พาสสปอร์ต ก็ผ่านขั้นตอนทั้งหมดตามเส้นทางธรรมชาติ โดยมีนายหน้าชาวไทยเป็นคนติดต่อก่อนส่งให้แก๊งค้ามนุษย์มาเฟียชาวจีนที่ประเทศกัมพูชา และถูกพาไปกักตัวไว้ในอาคารมีรั้วไฟฟ้าป้องกันมิดชิด หากใครไม่ทำจะถูกซ้อมทรมานจนถึงแก่ความตาย

“คดีดังกล่าวเป็นคดีที่เริ่มต้นจากไทยต่อเนื่องไปยังต่างประเทศและยังมีคนที่หลงเชื่อถูกหลอกอีก กว่า 100 คน จากการสอบถามพบว่ามีเงินได้จากการหลอกลวงนี้ไหลเข้าบริษัทดังกล่าววันละ 2-3 ล้านบาท โดยมีนายหน้าและตัวบงการเป็นชาวจีนอยู่เบื้องหลัง จึงประสานไปยังปคม. เพื่อให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เพื่อดำเนินคดีกับแก๊งค้ามนุษย์ ส่วนกระทรวงยุติธรรมจะทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง ตำรวจ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเพื่อปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ต่อไป”ว่าที่รต.ธนกฤติ กล่าว

เครดิตภาพ ว่าที่ร้อยตรีธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ - เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม