ศาลปค.สูงสุด ยกคำขอทุเลาคำสั่งให้'วิระชัย'พ้น รอง ผบ.ตร.

วันที่ 21 ม.ค. 2565 เวลา 18:54 น.
ศาลปค.สูงสุด ยกคำขอทุเลาคำสั่งให้'วิระชัย'พ้น รอง ผบ.ตร.
ศาลปค.สูงสุดไม่เห็นพ้อง! กลับคำสั่งศาลปค.ชั้นต้น ให้ยกคำขอทุเลาการบังคับคำสั่งให้วิระชัยพ้นรองผบ.ตร.

ที่ศาลปกครอง ถนนเเจ้งวัฒนะ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในส่วนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองและคำขอให้ระงับคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของศาลปกครองชั้นต้นไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ บ. 438/2563 ศาลปกครองกลาง ระหว่าง พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ผู้ฟ้องคดี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ,สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ,คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ, นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-4 เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคําสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 387/2563 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 ให้ พล.ต.อ. วิระชัย ทรงเมตตา ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการ

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรที่ศาลจะทุเลาการบังคับตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไว้เป็นการชั่วคราวหรือไม่

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าในกรณีที่ศาลปกครองเห็นสมควรกำหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่คู่กรณีที่เกี่ยวข้องเป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีไม่ว่าจะมีคำร้องขอจากบุคคลดังกล่าวหรือไม่ ให้ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวและออกคำสั่งไปยังหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ให้คำนึงถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐประกอบด้วยประกอบกับ ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด กำหนดว่าในกรณีที่ศาลเห็นว่ากฎหรือคำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนั้นน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและการให้กฎหรือคำสั่งทางปกครองดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไป จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังทั้งการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้นไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะศาลมีอำนาจสั่งทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองได้ตามที่เห็นสมควร เห็นได้ว่าจากบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นได้กำหนดเงื่อนไขที่ศาลปกครองมีอำนาจที่จะมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองได้ เเต่จะต้องปรากฏเงื่อนไขหรือเหตุสามประการประกอบกันกล่าวคือประการแรกกฎหรือคำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายประการที่สองการให้กฎหรือคำสั่งทางปกครองดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง และประการที่สามการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้นไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะ

คดีนี้สืบเนื่องมาจากมีหนังสือพิมพ์ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับเทปบันทึกเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดาผู้ดำรงตำแหน่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในขณะนั้น กับผู้ฟ้องคดีกรณีมีคนร้ายลอบยิงรถยนต์ของบุคคลหนึ่ง เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1เห็นว่าได้มีบุคคลบันทึกเสียงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยไม่ได้รับความยินยอมและการกระทำดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และมีผลกระทบต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเสร็จคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเห็นว่าพฤติการณ์หรือการกระทำของผู้ฟ้องคดีมีมูลเพียงพอรับฟังได้ว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟ้องคดี ต่อมาจึงสั่งให้ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการ

จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ได้เสนอเรื่องต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในเวลาต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศว่าได้มีพระบรมราชโองการ เห็นว่าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าการที่ผู้ฟ้องคดีได้บันทึกเสียงการสนทนาของตนเองกับพล.ต.อ.จักรทิพย์โดยไม่ได้ให้ความยินยอมและเปิดเผยคลิปเสียงสนทนาให้ฝพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาลโดยต่อมาได้มีการเปิดเผยทางรายการโทรทัศน์วิทยุหนังสือพิมพ์และสื่อสังคมออนไลน์ มีมูลกระทำความผิดตาม พรป.กิจการโทรคมนาคม พฤติการณ์และการกระทำเข้าลักษณะมีเจตนาเปิดเผยความลับของทางราชการ

การที่ผู้ฟ้องคดีส่งคลิปเสียงสนทนาที่เป็นข้อสั่งการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้กับผู้อื่นจนเกิดการเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนถือเป็นการกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ผู้ฟ้องคดีกรณีดังกล่าวเห็นว่าเมื่อผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยและต้องหาว่ากระทำผิดอาญากรณีจึงอยู่ในเงื่อนไขที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะมีคำสั่งสำรองราชการผู้ฟ้องคดีได้ตามพรบ.ตำรวจแห่งชาติ ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ได้มีคำสั่งสำรองราชการผู้ฟ้องคดี จึงยังมีข้อสงสัยว่าน่าจะเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อีกทั้งตามข้อ 4 วรรคสองของกฎ ก.ตร. ว่าด้วย การสั่งให้ตำรวจประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือส่วนราชการใดหรือสำรองราชการในส่วนราชการใด ได้กำหนดว่าการสั่งให้ข้าราชการตำรวจตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสำรองราชการในส่วนราชการใดให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้มีประกาศให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจถือว่าคำสั่งดังกล่าวน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนข้อที่ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีสภาพร้ายเเรง อันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการ จึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีผลทำให้ประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เรื่องให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยนั้น เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มิใช่คู่กรณีกับผู้ฟ้องคดี แต่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และมีหน้าที่ควบคุมดูแลการบริหารราชการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2ให้เป็นไปตามกฎหมายรวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานบุคคลตลอดจนมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการทางวินัยกับผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อให้มีความประพฤติอยู่ในกรอบของกฎหมาย

ดังนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทราบข่าวจากสื่อมวลชนว่ามีคลิปบันทึกเสียงการสนทนาที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ได้สั่งการเกี่ยวกับข้อราชการกับผู้ฟ้องคดีออกเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้มีการให้เหตุผลใด ๆ ในการดำเนินการดังกล่าวและภายหลังปรากฏข้อเท็จจริงว่าคลิปเสียงการสนทนาดังกล่าวถูกเผยแพร่ในสื่อมวลชนอย่างแพร่หลายการลักลอบบันทึกเสียงดังกล่าวจึงเป็นพฤติกรรมที่น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2ได้รับความเสียหายอีกทั้งยังอาจเป็นความผิดวินัยอีกด้วย เมื่อผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการทางวินัยกับผู้ฟ้องคดีตามกฎหมายการดำเนินการทางวินัยกับผู้ฟ้องคดีและการสั่งให้สำรองราชการผู้ฟ้องคดีโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งมิใช่คู่กรณีกับผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่เป็นกรณีอันมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง แต่เป็นการดำเนินการตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้โดยชอบแล้ว

ส่วนที่ว่าการให้คำสั่งทางปกครองดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังนั้น เห็นว่าการให้คำสั่งดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไปมิได้ทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง แต่อย่างใดเนื่องจากหากศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีย่อมมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามกฎหมายในระหว่างถูกสำรองราชการและถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ประการสุดท้ายที่ว่าการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองนั้นเป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะหรือไม่ เห็นว่าหากศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐเพราะย่อมมีผลทำให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิที่จะดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองและอาจทำให้ผู้ฟ้องคดีใช้อำนาจหน้าที่เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดีและอาจทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือศรัทธาต่อหน่วยงานตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นเมื่อคำนึงถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐประกอบด้วยแล้วกรณีจึงเห็นได้ว่ายังไม่มีเหตุสมควรที่จะทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการและประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไว้เป็นการชั่วคราวตามคำขอของผู้ฟ้องคดี

ส่วนกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1,2 เเละ4 ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งระงับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ทุเลาการที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีสำรองราชการและประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งนั้น เห็นว่าเมื่อศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งกลับคำวินิจฉัยของศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 แล้วจึงให้ยกคำขอดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ,2เเละ4 การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้นศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วยจึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 ก.ค.64 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว พล.ต.อ.วิระชัย จนศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับในวันนี้