'เตือนซิมเถื่อนโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์' ดีเอสไอประสาน กสทช.ตรวจสอบ

วันที่ 18 ม.ค. 2565 เวลา 14:37 น.
'เตือนซิมเถื่อนโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์' ดีเอสไอประสาน กสทช.ตรวจสอบ
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเตือนซิมเถื่อน1แสนเลขหมายโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ประสาน กสทช.ตรวจสอบ เลขาฯแพทย์สภาจี้สมาคมธนาคารไทย-กสทช.วางกลไกป้องกันเงินไหลออก หลังบุคลากรทางการแพทย์เป็นเหยื่อสูญเงินหลายล้าน

นพ.อิทธิพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทย์สภา นำแพทย์ผู้เสียหายกรณีถูกแก๊งคอลเซ็นต์เตอร์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ หลอกว่าเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน เข้าพบน.พ.ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีดีเอสไอ เพื่อขอให้ตรวจสอบความเกี่ยวข้องของผู้ใช้เบอร์โทรศัพท์หลอกลวงและเส้นทางการเงินของแก๊งค์ดังกล่าว

นพ.อิทธิพร กล่าวว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่ามีแพทย์ประจำบ้านและแพทย์จบใหม่ บุลคลากรทางแพทย์ เภสัชกร พยาบาลถูกกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นแก๊งค์คอลเซ็นต์เตอร์โทรศัพท์มาหลอกลวง โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้ตรวจสอบพบว่าบัญชีของผู้เสียหายจะถูกอายัดเกนื่องจากพบเอกสารเกี่ยวพันกับขบวนการฟอกเงิน ซึ่งหมอส่วนใหญ่ไม่ได้หลงกลง่ายๆแต่มีปัญหาว่า ระหว่างที่แพทย์กำลังตรวจคนไข้ หรือกำลังผ่าตัด ก็มีเบอร์ดังกล่าวโทรเข้ามา ทำให้มีบางคนที่ไม่ได้ติดตามข่าวหลงเชื่อและโอนเงินให้กับกล่าวมิจฉาชีพประมาณ 10 ราย สูญเงินรายละประมาณ 500,000-1,000,000 บาท

“จากการตรวจสอบฐานข้อมูลของแพทย์ในองค์กรไม่พบว่า มีข้อมูลรั่วไหล แต่เชื่อว่าอาจมาจากองค์กรภายนอกที่นำข้อมูลส่วนตัวของแพทย์ไปใช้ประโยชน์ทางการตลาด ซึ่งสมาคมธนาคารไทยควรเข้ามาตรวจสอบและมีบทบาทในการคุ้มครองบัญชีเงินฝาก โดยเฉพาะธนาคารที่รับเปิดบัญชีควรสังเกตความผิดปกติของบัญชีที่มีการโอนเงินออกอย่างรวดเร็ว ซึ่งควรมีกลไกป้องกันขณะที่เงินจะไหลออกไปบัญชีของมิจฉาชีพ ซึ่งต้องระงับการโอนเงิรนอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้กสทช.ควรจะเร่งตัดระบบการสื่อสารให้ทันเวลา ซึ่งทางแพทย์สภาได้ยื่นเรื่องไปกสทช.ให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างเร่งด่วนแล้ว”นพ.อิทธิพร กล่าว

ด้านนพ.ไตรยฤทธิ์ กล่าวว่า การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอของแก๊งค์คอลเซ็นต์เตอร์เริ่มกลับมาระบาดอีกครั้งในช่วง 2เดือนที่ผ่านมา ในแต่ละวันมีผู้มาแจ้งว่าได้รับความเสียหายจำนวนมาก จากการสืบสวนพบว่าการหลอกลวงมาจากหลายช่องทาง ทั้งการลงทะเบียนซื้อของออนไลน์ ใช้บัญชีเฟสบุ๊ค หรือดูไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้เฟสบุ๊ค จากนั้นจึงเข้าไปล้วงข้อมูล ซึ่งขณะนี้ดีเอสไอสืบสวนพบว่าแก๊งค์ดังกล่าวมีการทำเป็นขบวนการใหญ่ มีชาวจีน กัมพูชาและไทยร่วมกัน โดยมีชาวจีนเป็นตัวการใหญ่ และมีการจ้างชาวต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศ เด็กนักเรียน และชาวบ้าน รับจ้างเปิดบัญชีม้า พบว่ามีหลายร้อยบัญชี และยังพบว่ามีการนำซิมมือถือเถื่อนที่ใช้ชื่อบุคลอื่นลงทะเบียนกว่า 100,000 หมายเลย

“คดีนี้ต้องดูข้อกฎหมายว่ารับเป็นคดีพิเศษได้หรือไม่ เพราะจากเครือข่ายที่เราตรวจสอบพบว่า คดีค่อนข้างมีความสลับซับซ้อน และอาจกระทบต่อความมั่นคงจากหลักฐานซิมเถื่อนที่พบถือว่าเป็นคดีใหญ่จะต้องประสานกับกสทชและสมาคมธนาคารไทยให้ช่วยตรวจสอบต่อไป ซึ่งขณะนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างการขยายผลสอบเพิ่มเติม”อธิบดีดีเอสไอ กล่าว