“ศักดิ์สยาม”ลุยตรวจ2สนามบินเตรียมเปิดประเทศ1พ.ย.64

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 17:10 น.
“ศักดิ์สยาม”ลุยตรวจ2สนามบินเตรียมเปิดประเทศ1พ.ย.64
"ศักดิ์สยาม"ตรวจความพร้อมสนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ รับเปิดประเทศ 1พ.ย.64 ดึงบทเรียนภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์แก้ไข อำนวยความสะดวก-สร้างความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมรองรับนโยบายการเปิดประเทศ ในวันที่ 1 พ.ย. 2564 ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วันนี้ (20 ต.ค. 2564) ว่า ได้รับนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม โดยการลงพื้นที่ในวันนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมท่าอากาศยานที่รองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย ท่าอากาศยานดอนเมือง, ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานเชียงใหม่, ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย, ท่าอากาศยานหาดใหญ่ รวมถึงท่าอากาศยานภูเก็ต ที่ก่อนหน้านี้ได้เปิดโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2564 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินการตามนโยบายการเปิดประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ ที่มีนโยบายเปิดรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว และมีการตรวจ SWAP ตรวจหาเชื้อโควิด-19 แล้วไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง ประกอบกับได้มีการจัดหาวัคซีนให้กับประชาชนชาวไทย และชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย มีปริมาณเพียงพอ หรือ 120 ล้านโดสในปี 2564 และอีกกว่า 60 ล้านโดสในปี 2565 ทั้งนี้ เพื่อต้องการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว และเพิ่มกำลังการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศไทย

สำหรับนโยบายการเปิดประเทศดังกล่าว จะแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ คือ 1 พ.ย. 2564 จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาจากประเทศต้นทางที่ประเมินว่า มีความเสี่ยงต่ำ ให้สามารถเดินทางทางอากาศเข้ามายังประเทศไทยโดยไม่ต้องกักตัว ในเบื้องต้นคาดว่าจะมี 10 ประเทศ เช่น อังกฤษ จีน เยอรมัน สิงคโปร์ เป็นต้น ก่อนที่จะขยายผลไประยะที่ 2 ในช่วง ธ.ค. 2564 และระยะที่ 3 ช่วง ม.ค. 2564 ต่อไป อย่างไรก็ตาม จะนำบทเรียนของภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ มาปรับปรุงแก้ไข และประยุกต์ใช้กับอีก 5 ท่าอากาศยาน ทั้งเรื่องการอำนวยความสะดวกสบาย รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัยทางสาธารณสุข

นายศักดิ์สยาม กล่าวอีกว่า จากการตรวจความพร้อมในครั้งนี้ พบว่า ขั้นตอนต่างๆ เป็นระบบ โดยระยะเวลาของผู้โดยสารตั้งแต่ลงจากเครื่องบิน จนถึงกระบวนการต่างๆ ใช้ระยะเวลาประมาณ 25 นาที/คน ซึ่งเร็วกว่าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่ใช้เวลาประมาณ 30 กว่านาที/คน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ในช่วงการเปิดระยะแรก จะมีผู้โดยสารใช้บริการท่าอากาศยานดอนเมืองอยู่ที่ 10,000 คน/วัน หรือประมาณ 20% เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีผู้โดยสารอยู่ที่ 50,000 คน/วัน โดยยืนยันว่า ทั้ง 6 ท่าอากาศยาน มีความพร้อมในการรองรับการเปิดประเทศ 100% อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน จากการรายงานของท่าอากาศยานดอนเมือง พบว่า หากรัฐบาลต้องการเกิดความคล่องตัวในการดำเนินการนั้น อาจจะให้พิจารณารับผล SWAP ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ไม่เกิน 72 ชั่วโมง และหลักฐานการรับวัคซีนครบ 2 โดสมาใช้เป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้น ส่วนหลักประกันอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะกำหนดที่ 50,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 100,000 เหรียญสหรัฐฯ รวมถึงการพิจารณาการขึ้นรถเดินทางไปยังโรงแรมที่พัก เสนอว่า ควรจะมีการติดตั้งแผ่นอะคริลิกใสเพื่อกันระหว่างผู้ขับรถ กับผู้โดยสาร จากนั้นเมื่อไปถึงที่พัก ถึงเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจหาเชื้อในรูปแบบ ATK หรือ RT-PCR ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อลดความหนาแน่นบริเวณท่าอากาศยาน

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ท่าอากาศยานดอนเมืองจัดทำลูกศร และป้ายประชาสัมพันธ์ เพื่อบอกเส้นทางแก่นักท่องเที่ยวภายในอาคารผู้โดยสารด้วย ก่อนที่จะมีการสรุปการเตรียมความพร้อมในวันที่ 27 ต.ค. 2564 พร้อมทั้งนำข้อเสนอต่างๆ ไปหารือกับที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เพื่อนำไปสู่ข้อปฏิบัติที่ชัดเจนต่อไป

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของขาออกจากประเทศนั้น มอบหมายให้ประสานงานกับประเทศปลายทางถึงขั้นตอน และรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้สายการบินที่ประเทศต้นทาง ดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนการเดินทาง ขณะที่ ผู้โดยสารภายในประเทศนั้น จะใช้มาตรฐานเดียวกัน คือ ก่อนการซื้อตั๋วโดยสาร จะต้องแสดงหลักฐานหรืออกสารการได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว และมีการตรวจ SWAP ตรวจหาเชื้อโควิด-19 แล้วไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง เพื่อความมั่นใจ และความปลอดภัยในการเดินทาง