กม.ยาเสพติดฉบับใหม่เปิดช่องผู้ต้องขังขอกำหนดโทษใหม่ได้

วันที่ 15 ต.ค. 2564 เวลา 15:27 น.
กม.ยาเสพติดฉบับใหม่เปิดช่องผู้ต้องขังขอกำหนดโทษใหม่ได้
กรมราชทัณฑ์เผย กม.ยาเสพติดฉบับใหม่ แก้โทษตามสัดส่วนพฤติการณ์ เปิดช่องนักโทษร้องศาลขอกำหนดโทษใหม่ได้

นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีกระทรวงยุติธรรมเสนอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านมติที่ประชุมรัฐสภาแล้ว โดยสาระสำคัญของการแก้ไขเน้นสืบสวนหาตัวหัวหน้าผู้สั่งการ และยึดทรัพย์ตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการกำหนดอัตราโทษใหม่ในบางฐานความผิดที่เกี่ยวกับการผลิต นำเข้า ส่งออก ครอบครองเพื่อเสพ และเสพยาเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ และสารระเหย ให้ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของการกระทำผิด โดยคำนึงถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงและจะมีการนำพฤติการณ์การกระทำความผิดมาพิจารณาอัตราโทษแทนการใช้บทสันนิษฐาน ซึ่งบางฐานความผิดจะมีกำหนดโทษลดลงอันเป็นคุณต่อผู้กระทำผิด ส่วนในกรณีคดีถึงที่สุด จะทำให้ผู้ต้องขังที่มีโทษตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่บัญญัติในกฎหมายฉบับใหม่ อาจยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้ศาลพิจารณากำหนดโทษใหม่ได้

นายอายุตม์ กล่าวว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ หลังพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... มีผลใช้บังคับ 30 วัน ดังนั้น เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพและผู้ต้องขังได้รับประโยชน์สูงสุด นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จึงได้หารือกับผู้บริหารศาลยุติธรรม อัยการ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยสำนักงานศาลยุติธรรมได้ขอให้กรมราชทัณฑ์สำรวจผู้ต้องขังในคดียาเสพติด และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ต้องขังคดียาเสพติดรับทราบ รวมทั้งช่วยเหลืออำนวยความสะดวก ในการยื่นคำร้องขอกำหนดโทษใหม่ พร้อมทั้งจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณาความพร้อมในการปล่อยตัวผู้ต้องขังในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดทั้งเสพ และครอบครองเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่าง ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์รับหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ต้องขัง 289,332 คนทั่วประเทศ ในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติด 237,763 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 82.18 ของผู้ต้องขังทั้งหมด และเป็นนักโทษเด็ดขาดในคดียาเสพติดที่คดีถึงที่สุดแล้ว จำนวน 196,611 คน (ข้อมูลวันที่ 1 ก.ย. 64)

“กฎหมายฉบับใหม่ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อมีผลบังคับใช้ จะมีผู้ต้องขังได้รับการพิจารณาปล่อยตัวพ้นโทษ หรือพิจารณาโทษจำคุกใหม่ตามแต่กรณี กรมราชทัณฑ์จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป” นายอายุตม์ กล่าว