"นพ.ธีระ" ชง 4 ข้อ แก้โควิด ล็อกดาวน์เต็มรูปแบบ4 สัปดาห์

วันที่ 31 ก.ค. 2564 เวลา 10:11 น.
"นพ.ธีระ" ชง 4 ข้อ แก้โควิด ล็อกดาวน์เต็มรูปแบบ4 สัปดาห์
รศ.นพ.ธีระ เสนอ 4 ข้อ แก้โควิด แนะรัฐบาล ตัดวงจรการระบาดอย่างเด็ดขาดโดยเร็ว ชง ล็อกดาวน์เต็มรูปแบบ4 สัปดาห์

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก "Thira Woratanarat" ระบุว่า สถานการณ์ทั่วโลก 31 กรกฎาคม 2564...

สายๆ จะทะลุ 198 ล้าน ติดเพิ่มกว่าหกแสนคนอย่างต่อเนื่อง ระดับใกล้เคียงกับช่วงต้นเมษายนที่ผ่านมา

เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 629,008 คน รวมแล้วตอนนี้ 197,951,747 คน ตายเพิ่มอีก 9,138 คน ยอดตายรวม 4,223,147 คน

5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุดคือ อเมริกา อินเดีย อินโดนีเซีย บราซิล และสหราชอาณาจักร

อเมริกา สถานการณ์ไม่ดี มีจำนวนติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากจากสายพันธุ์เดลต้า จนต้องรณรงค์ให้มีการสวมหน้ากาก เมื่อวานติดเชื้อเพิ่ม 90,400 คน รวม 35,677,736 คน ตายเพิ่ม 412 คน ยอดเสียชีวิตรวม 628,929 คน อัตราตาย 1.8%

อินเดีย ติดเพิ่ม 41,499 คน รวม 31,612,794 คน ตายเพิ่ม 598 คน ยอดเสียชีวิตรวม 423,842 คน อัตราตาย 1.3%

บราซิล ติดเพิ่ม 40,904 คน รวม 19,880,273 คน ตายเพิ่ม 886 คน ยอดเสียชีวิตรวม 555,512 คน อัตราตาย 2.8%

รัสเซีย ติดเพิ่ม 23,564 คน รวม 6,242,066 คน ตายเพิ่ม 794 คน ยอดเสียชีวิตรวม 157,771 คน อัตราตาย 2.5%

ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 24,309 คน ยอดรวม 6,103,548 คน ตายเพิ่ม 60 คน ยอดเสียชีวิตรวม 111,824 คน อัตราตาย 1.8%

อันดับ 6-10 เป็น สหราชอาณาจักร ตุรกี อาร์เจนติน่า โคลอมเบีย และสเปน ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่น

แถบอเมริกาใต้ ยุโรป แอฟริกา เอเชีย หลายต่อหลายประเทศติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น

หากรวมทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ พบว่าสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สูงถึงร้อยละ 82.5% ของจำนวนติดเชื้อใหม่ทั้งหมดต่อวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกาเหนือที่เพิ่มขึ้นเร็วจนเกือบเท่ากับยุโรปแล้ว

ญี่ปุ่นนั้นทะลุหมื่นไปเรียบร้อยแล้ว (10,697 คน) ระลอกห้านี้หนักสุดเท่าที่เคยระบาดมา

เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ เมียนมาร์ เวียดนาม ล้วนติดหลักพันอย่างต่อเนื่อง

แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักร้อยถึงหลักพัน

แถบตะวันออกกลางส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน ยกเว้นอิหร่านและอิรักที่ติดกันหลักหมื่นอย่างต่อเนื่อง

กัมพูชา ลาว สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน และไต้หวัน ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่ฮ่องกง และนิวซีแลนด์ ติดน้อยกว่าสิบ

...วิเคราะห์สถานการณ์ของไทย

สิ่งที่ควรทำคือ

หนึ่ง "มุ่งตัดวงจรการระบาดอย่างเด็ดขาดโดยเร็ว" เพราะหากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ประชาชนจำนวนมากอาจยืนระยะในการดำรงชีวิตไม่ไหว ควรพิจารณาดำเนินการทำ Full national lockdown 4 สัปดาห์ พร้อมปูพรมตรวจ และเยียวยาช่วยเหลือ ประคับประคองเรื่องอาหาร น้ำดื่ม ที่พักพิง แก่ประชาชน

สอง "ใช้วัคซีนที่ได้รับบริจาคมาอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการสากล" สิ่งที่ควรพิจารณาทำคือ การให้วัคซีน Pfizer 2 เข็มให้ครบโดส แก่บุคลากรด่านหน้าทุกคน และกลุ่มเสี่ยงตามลำดับ

ในขณะที่คนที่ได้ Astrazeneca มาแล้วเข็มแรก หากอายุน้อยกว่า 60 ปี ควรพิจารณาให้ Pfizer เป็นเข็มที่สอง แต่หากอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ก็สามารถให้ Astrazeneca เป็นเข็มที่สองได้

สาม ควรพิจารณาทบทวนเรื่อง home isolation เนื่องจากพื้นที่ระบาดรุนแรงมีมาก และ demand > supply ทำให้บริการได้ไม่ทั่วถึง และอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแพร่เชื้อภายในที่อยู่อาศัยไปเรื่อยๆ ดังนั้นจึงควรพิจารณาเตรียมความพร้อม และปรับ"วัดและโรงเรียน" ทั่วประเทศเป็นที่พักคอย สำหรับให้ผู้ติดเชื้อไม่มีอาการมาอยู่ โดยขอความช่วยเหลือจากพระภิกษุและคุณครู มาเป็นผู้ช่วยกำกับดูแล ประสานงานในภาพรวมของแต่ละที่ โดยมีบุคลากรทางสาธารณสุขให้คำแนะนำ

สี่ ควรแนะนำให้กิจการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการผลิตสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ขันน็อตเรื่องมาตรการความปลอดภัยให้เข้มข้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากบทเรียนจากต่างประเทศในอดีตชี้ให้เห็นว่าหากระบาดหนักและยาวนาน อาจเกิดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเรื่องนี้ได้

สำหรับประชาชนอย่างพวกเราทุกคน ควรใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ประมาท เตรียมตัว เตรียมงาน เตรียมของที่จำเป็นเผื่อเวลาเจ็บป่วยไม่สบาย เตรียมสถานที่ภายในบ้าน และมีกำลังใจในการป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด มุ่งเป้าอย่าให้ตัวเองและครอบครัวติดเชื้อ

ใครที่ยังต้องไปทำงาน อาจต้องช่วยกันทบทวนระบบงานกันอีกครั้ง ทำอย่างไรให้ใช้เวลาให้น้อยลงกว่าเดิม เจอคนน้อยกว่าเดิม มีคนในที่ทำงานแต่ละวันน้อยลงไปกว่าเดิม และคัดกรองตรวจสอบไถ่ถามเรื่องอาการไม่สบายและความเสี่ยงต่างๆ ให้เข้มข้นกว่าเดิม รวมถึงหากทำการตรวจคัดกรองโรคด้วยวิธีต่างๆ ที่เหมาะสมกับกิจการอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแพร่เชื้อในที่ทำงานไปได้อีกมาก

เป็นกำลังใจให้ทุกคน

ด้วยรักและห่วงใย