สมเด็จพระสังฆราชเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลประเทศ

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 20:47 น.
สมเด็จพระสังฆราชเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลประเทศ
สมเด็จพระสังฆราชเสด็จเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประเทศชาติ โดยจัดสวดมนต์พร้อมกันทั่วประเทศตามมติของมหาเถรสมาคม

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 11 พ.ค. 2564 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประเทศชาติ โดยจัดสวดมนต์พร้อมกันทั่วประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์หนังสือสวดมนต์ จำนวน 10,000 เล่ม สำหรับพระราชทานให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อนำไปมอบให้กับวัดต่างๆ ที่ใช้เป็นสถานที่จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ด้วย

ทั้งนี้ การจัดพิธีในพื้นที่ส่วนกลาง จะจัดขึ้นที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร, วัดไตรมิตรวิทยาราม เขตสัมพันธวงศ์ และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เขตพระนคร ส่วนภูมิภาค กำหนดให้วัดในนามเขตปกครองหนต่างๆ ดังนี้ เขตปกครองหนกลาง ณ วัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา เขตปกครองหนเหนือ ณ วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ เขตปกครองหนตะวันออก ณ วัดพระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร และเขตปกครองหนใต้ ณ วัดกะพังสุรินทร์ จ.ตรัง ในส่วนของวัดอื่นทั่วไปและวัดไทยในต่างประเทศให้พิจารณาจัดพิธีตามความเหมาะสม

สำหรับ การจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ครั้งนี้ เป็นไปตามมติของมหาเถรสมาคม เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชนที่กำลังเผชิญกับวิกฤติสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่พบการแพร่ระบาดในวงกว้าง และพบว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ สร้างความวิตกกังวลแก่ประชาชน ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

นายอนุชา กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความเป็นห่วงสภาพจิตใจของประชาชนท่ามกลางวิกฤติการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งการประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์นั้น เป็นไปตามวิถีของชาวพุทธ ที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจในยามทุกข์ยาก ส่วนตัวมองว่าการเห็นต่างเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ทั้งนี้ ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์นั้นเป็นสิ่งที่จะช่วยเยียวยาสภาพจิตใจ ก่อให้เกิดปัญญาในการดำรงชีวิตอย่างมีสติและรอบคอบ เพื่อให้ประชาชนกลับมามีพลังในการดำเนินชีวิตในสภาวการณ์เช่นนี้ให้ได้