posttoday
5 อดีตพระเถระคดี"เงินทอนวัด" ทำพิธีกลับครองจีวร หลังพ้นคดี

5 อดีตพระเถระคดี"เงินทอนวัด" ทำพิธีกลับครองจีวร หลังพ้นคดี

14 เมษายน 2564

อดีตพระเถระคดี"เงินทอนวัด" 5 รูป ทำพิธีกลับครองจีวร ที่วัดสระเกศฯ หลังสู้คดีจนพ้นข้อกล่าวหา ไม่พบทุจริต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พระอุโบสถวัดสระเกศฯ ได้ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา ในโอกาสพระภิกษุอธิษฐานครองผ้าไตรจีวรรับเข้าหมู่สงฆ์ ประกอบด้วย อดีตพระพรหมสิทธิ อดีตพระราชกิจจาภรณ์ อดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ อดีตพระศรีคุณาภรณ์ และอดีตพระครูสิริวิหารการ โดยมีคณะสงฆ์วัดสระเกศฯ เข้าร่วมพิธี เมื่อวันที่ 13เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งหลังเสร็จสิ้นพิธีแล้ว อดีตพระเถระทั้ง 5 รูป ได้กลับมาห่มจีวร และเดินกลับกุฏิสงฆ์ทันที

ทั้งนี้ มีรายงานว่า การดำเนินการดังกล่าวเพราะคณะสงฆ์วัดสระเกศฯ เห็นว่า อดีตพระเถระทั้ง 5 รูป จากคดีเงินทอนวัด ไม่ได้มีความผิดเข้าข่ายอาบัติปาราชิก จนต้องทำให้พ้นจากความเป็นสงฆ์ เนื่องจากในคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในคำพิพากษาของศาล ระบุว่าไม่พบความทุจริต ขณะที่ในคดีฐานฟอกเงิน ทางศาลแพ่งได้พิพากษาแล้วว่าไม่มีความผิด และให้คืนเงินที่อายัดไปทั้งหมด

ดังนั้น เมื่อไม่มีการทุจริต จึงไม่มีความผิดทางวินัยสงฆ์ที่เข้าข่ายอาบัติปาราชิก อีกทั้งในช่วงการสืบคดีของศาลนั้น ได้มีบันทึกยืนยันชัดเจนว่า ต่อสู้คดีขณะครองสมณเพศ รวมถึงในระหว่างอยู่ในเรือนจำ ก็มีบันทึกไว้ว่า ยังไม่ได้สละสมณเพศ จึงไม่มีข้อใดเข้าข่ายที่จะต้องสละสมณเพศ ทางคณะสงฆ์วัดสระเกศฯ จึงเห็นควรให้กลับคืนหมู่คณะสงฆ์วัดสระเกศฯ ต่อไป 

5 อดีตพระเถระคดี"เงินทอนวัด" ทำพิธีกลับครองจีวร หลังพ้นคดี

นอกจากนี้ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภา มจร. และไวยาวัจกรวัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร ยังได้ลงนามรับรองว่า คณะสงฆ์ที่ถูกกล่าวหา ยังได้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์  ทุกประการ โดยเฉพาะหลักการและเหตุผลที่ทำให้ ต้องถอดจีวรออกในขณะที่ยังดำรงสถานภาพความเป็นพระภิกษุ จนเป็นที่ยุติว่า ไม่ได้มีการทุจริตใด โดยได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า

1) เพราะไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างถูกดำเนินคดีและไม่สามารถห่มจีวร  ในขณะที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำได้ตามระเบียบของทางราชทัณฑ์

2 ) ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมล่าสุด กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เกี่ยวข้องในทางคดีดำเนินการตามมาตรา 29 และมาตรา 30 ตามลำดับ โดยในมาตรา 29 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สองส่วน คือ พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการใช้อำนาจบังคับ ให้พระภิกษุที่ถูกกล่าวหาและไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างถูกดำเนินคดีสละสมณเพศ แต่สำหรับ ที่วัดสามพระยาและวัดสระเกศเจ้าพนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานอัยการมิได้ใช้อำนาจ ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้

กล่าวคือ มิได้ดำเนินการบังคับให้พระภิกษุที่ถูกกล่าวหาทั้งสองวัด สละสมณเพศ ซึ่งได้มีการเบิกความยืนยันข้อความนี้ระหว่างการสืบพยานในศาล ดังนั้น พระภิกษุ ที่ถูกกล่าวหาทั้งหมดจากกรณีดังกล่าวของทั้งสองวัดจึงยังคงสถานภาพความเป็นพระภิกษุตลอดมา

3) ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดในมาตรา 30 ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่จะต้องควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาในระหว่างถูกดำเนินคดีสามารถใช้ดุลยพินิจให้  ผู้ถูกกล่าวหาสละสมณเพศได้ แต่สำหรับกรณีของวัดสามพระยาและวัดสระเกศ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ใช้ดุลยพินิจแล้วเห็นว่า ไม่สมควรจะใช้อำนาจตามมาตรา 30 กับพระภิกษุต่อกรณีดังกล่าวนี้    อีกทั้งยังได้แสดงเจตนาเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเครื่องยืนยันการใช้ดุลยพินิจกับพระภิกษุทุกรูปไว้เป็นหลักฐานอีกทางหนึ่งด้วย

4) ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันในหมู่ฆราวาสว่า “การสละสมณเพศ” และ  “การสึก” ซึ่งปรากฏถ้อยคำสองคำนี้อยู่ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ทำให้เกิดความสับสนตีความหมายไป คนละทิศคนละทาง จึงขออธิบายความให้เข้าใจตรงกันว่า

5 อดีตพระเถระคดี"เงินทอนวัด" ทำพิธีกลับครองจีวร หลังพ้นคดี

สมณเพศ หมายถึง ผ้าไตรจีวรเครื่องนุ่งห่มที่แสดงออกถึงความเป็นพระภิกษุ เพราะฉะนั้น การบังคับให้สละสมณเพศ จึงหมายถึง การถูกบังคับให้สละผ้าไตรจีวรเครื่องนุ่งห่มออกจากร่างกายของพระภิกษุรูปนั้น ๆ แต่ความเป็นพระภิกษุยังคงอยู่เหมือนเดิม เพราะมิได้มีการเปล่งวาจาลาสิกขาด้วยความสมัครใจ  

ส่วนการสึก คือ การลาสิกขา หมายถึง การที่พระภิกษุรูปนั้น ๆ อธิษฐานใจและเปล่งวาจาลาสิกขาด้วยความสมัครใจ จึงสละเครื่องแต่งกาย คือ ผ้าไตรจีวรออก ทั้งในการสึก ตามพระวินัย และการถูกบังคับให้สึกตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ ดังจะเห็นได้จากกรณี การสืบพยานของพระภิกษุที่ถูกกล่าวหาจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

องค์คณะผู้พิพากษา ได้บันทึกเอาไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาเมื่อวันที่ 20 เดือน สิงหาคม พุทธศักราช 2562 ปรากฏความในตอนหนึ่งว่า “ในวันนี้ จำเลยที่ 1 ที่ 2ที่ 3 และที่ 4 มาศาล โดยอยู่ในสมณเพศ พระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา โดยได้ความว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3และที่ 4 ได้รับอนุญาต ให้ปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 แถลงต่อศาลว่า หลังจากได้รับการปล่อยตัว ชั่วคราวแล้ว ก็ได้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ครองสมณเพศตามพระธรรมวินัยเช่นเดิม และปัจจุบันยังคง จำวัดอยู่ที่วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เช่นเดิม จึงบันทึกไว้” อีกทั้งยังได้รับการยืนยันจากบันทึก    คำเบิกความพยานจำเลยตามบันทึก (21 พ) ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2562 ระบุว่า “จำเลยในคดี   หมายเลขดำที่ อท.205/2561 ยังครองสมณเพศ อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี”  

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า พระภิกษุทุกรูป ที่ถูกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน ยังคงสถานภาพความเป็นพระภิกษุตลอดมา และเมื่อศาลมีคำพิพากษา ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่มีการทุจริตใด ๆ และไม่มีหมายจากศาลสั่งให้จำคุก ก็สามารถที่จะครอง สมณเพศได้อย่างสมบูรณ์แบบทุกประการ

ข่าวล่าสุด

งดบิน 24 ชม.! กพท. ห้ามบินโดรนพื้นที่ VT R1 Bangkok City 16 ต.ค. 69 เข้มความปลอดภัยประชุม IMF

งดบิน 24 ชม.! กพท. ห้ามบินโดรนพื้นที่ VT R1 Bangkok City 16 ต.ค. 69 เข้มความปลอดภัยประชุม IMF