ศาลไม่อนุญาตฎีกาคดี"ไซซะนะ"สมคบค้ายาเสพติดโทษจำคุกตลอดชีวิต

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 12:21 น.
ศาลไม่อนุญาตฎีกาคดี"ไซซะนะ"สมคบค้ายาเสพติดโทษจำคุกตลอดชีวิต
คดี"ไซซะนะ"หนุ่ม สปป.ลาว สมคบค้ายาเสพติด ข้ามชาติสำนวนแรกจบแล้ว โทษจำคุกตลอดชีวิต หลังศาลฎีกาไม่อนุญาตฎีกา

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 22 ธ.ค.63 ช่วงเช้าที่ผ่านมา ศาลนัดอ่านคำสั่งศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อย.1642/2560 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง "นายไซซะนะ แก้วพิมพา" (MR.XAY SANA KEOPIMPHA) อายุ 45 ปี สัญชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เป็นจำเลย ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มีการกระทำเกี่ยวกับยาเสพติด,ร่วมกันนำเข้า ยาบ้าซึ่งเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันมียาเสพย์ติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ,7, 8 ,15, 65, 66 และ 100/1 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 4-5 ,8,14 ซึ่งได้ร่วมกับพวกมียาบ้า 1.2 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

โดยอัยการยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 เม.ย.60 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า จำเลยกับพวกที่อยู่ สปป.ลาว รวมกันทำหน้าที่จัดหายาเสพติด รวมทั้งรถยนต์สำหรับซุกซ่อน และรถยนต์นำทางในการขนลำเลียงยาเสพติด โดยมีพวกของจำเลยที่อัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาไว้แล้วรวม 6 คนร่วมกระทำผิดในการทำหน้าที่ขับรถรับยา จาก สปป.ลาว เข้ามาในประเทศไทยเพื่อส่งต่อ ซึ่งพวกจำเลยได้มีการขับรถนำทางและสำรวจเส้นทางเพื่อตรวจสอบว่ามีด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ ก่อนที่จะประสานติดต่อกันเพื่อส่งมอบยาให้กับเครือข่ายยาเสพติดทางภาคใต้ ของไทยและประเทศมาเลเซียต่อไป โดยเมื่อวันที่ 30 ก.ย.59 จำเลยกับพวกที่ถูกยื่นฟ้องแล้ว และอีกหลายคนที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันนำยาบ้า 1.2 ล้านเม็ดจาก สปป.ลาว ซุกซ่อนในช่องลับใต้หลังคารถยนต์ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคายเข้ามาในไทย โดยเมื่อวันที่ 1 ต.ค.59 ตำรวจสามารถจับเครือข่ายจำเลยพร้อมยึดยาของกลางได้กระทั่งขยายผลการจับกุมพวกจำเลยที่อัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีไว้แล้ว ก่อนจะจับกุมจำเลยได้เมื่อวันที่ 19 ม.ค.60 ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพซึ่งระหว่างนั้นจำเลยได้ถูกควบคุมตัวไว้ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางมาโดยตลอด เหตุเกิดที่ สปป.ลาว, ด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.หนองคาย , ด่านตรวจยาเสพติดสีคิ้ว จ.นครราชสีมา , ด่านตรวจยาเสพติดบ้านพละ จ.ชุมพร และลานจอดรถโรงแรมคริสตัน จ.สงขลา

โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 มี.ค.61 ให้ประหารชีวิตนายไซซะนะ เนื่องจากมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยเป็นผู้สั่งการ ให้มีการลำเลียงยาบ้า เพื่อส่งผู้ลูกค้าในประเทศไทย ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง ศาลจึงลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิต และจำเลยยื่นอุทธรณ์คดี โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.62 เห็นว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนั้นชอบแล้ว จึงพิพากษายืนจำคุกไว้ตลอดชีวิต ต่อมาจำเลยได้ยื่นขออนุญาตฎีกาตามระบบกฎหมาย

ซึ่งวันนี้ ศาลได้เบิกตัว "นายไซซะนะ" จำเลย มาจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง พร้อมฟังคำสั่งศาลฎีกา ขณะที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยไม่อนุญาตฎีกา ผลคำพิพากษาจึงถึงที่สุดและเป็นไปตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุกจำเลยไว้ตลอดชีวิต ดังนั้นนายไซซะนะ จำเลย จึงต้องถูกคุมขังต่อไป

อย่างไรก็ดี นอกจากสำนวนคดีนี้แล้วนายไซซะนะ ยังถูกฟ้องในคดีหมายเลขดำ อย.2833/2560 ซึ่งพนักงานอัยการคดียาเสพติด 10 ได้ยื่นฟ้องนายไซซะนะ ร่วมกับชายคนไทยอีก 2 คนด้วยในความผิดฐาน สมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด , ร่วมกันมียาบ้า ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีสืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 23 ก.ค.58- 30 ธ.ค.59 จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันมียาบ้า 3,381,400 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย พร้อมเงินอีก 144 ล้านบาท ซึ่งอัยการได้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 27 ก.ค.60 และศาลอาญา มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ก.ย.61 ให้ประหารชีวิต “นายไซซะนะ” และชายไทยอีกคน แต่คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความบางส่วนของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ศาลจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกไว้ตลอดชีวิต และให้นับโทษนายไซซะนะต่อจากยาบ้าสำนวนแรกจำนวน 1.2 ล้านเม็ด ที่ศาลตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตไปแล้วด้วย

ทั้งนี้สำหรับนายไซซะนะ ได้ถูกรวบตัวกลางสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อเดือน ม.ค.60 กระทั่งมีการฟ้องคดี โดยไม่เคยได้รับการประกันตัวตั้งแต่ถูกจับกุม