ตามล่าจอมสะเดาะกลอน งัดเซฟโรงแรมหรู

วันที่ 08 ธ.ค. 2553 เวลา 07:24 น.
คําสั่งสอนของผู้ใหญ่ กล่าวสั่งสอนว่า “การลักเล็กขโมยน้อย” มันไม่ดี ควรตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินด้วยวิถีสุจริต แค่นั้นก็อยู่อย่างสบายแล้ว แต่คำสอนเหล่านี้อาจจะไม่เข้าหูของแก๊งอาชญากรที่ตั้งตนเป็น “กลุ่มหัวขโมย”

โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ

 

คําสั่งสอนของผู้ใหญ่ กล่าวสั่งสอนว่า “การลักเล็กขโมยน้อย” มันไม่ดี ควรตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินด้วยวิถีสุจริต แค่นั้นก็อยู่อย่างสบายแล้ว แต่คำสอนเหล่านี้อาจจะไม่เข้าหูของแก๊งอาชญากรที่ตั้งตนเป็น “กลุ่มหัวขโมย”

เหตุการณ์นี้สร้างชื่อแย่ๆ ให้กับนายประดิษฐ์ เบญจพรชัย อายุ 33 ปี และนายเดชา ไกรแก้ว อายุ 28 ปี ที่ทั้งสองตั้งตนเป็นนักงัดแงะ สะเดาะกลอนประตูห้องพักในโรงแรมสุดหรูย่านถนนสุขุมวิท เพื่อเข้าไปลักทรัพย์!!

แต่ทั้งสองก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือตำรวจ เมื่อถูกจับกุมได้ในวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่คำถามที่ตามมา คือมิจฉาชีพพวกนี้ทำได้อย่างไร ในเมื่อโรงแรมก็ออกจะหรูหรา แขกที่มาพักแน่นอนว่าก็ต้องได้รับความปลอดภัยตามจำนวนเงินค่าห้องพักที่ค่อนข้างแพง แต่กลับมีหัวขโมยออกอาละวาดได้

เรื่องนี้ พ.ต.ท.ปิโยรส กัณหะสิริ สว.สส.สน.ลุมพินี ที่นำกำลังเข้าจับกุมแก๊งนี้ เฉลยให้ได้ทราบถึงพฤติกรรมของคนร้ายว่า “พวกนี้มันทำงานแสนจะแยบยล ทำทีแฝงตัวเข้ามาเป็นแขกของโรงแรมระดับ 5 ดาว ลงชื่อจองห้องพัก และพากันไปสำรวจตู้เซฟในห้องพัก ลองผิดลองถูกหัดเปิดตู้เซฟ ทดลองอยู่นานจนสามารถทำได้”

ตำรวจนักสืบแห่ง สน.ลุมพินี เล่าให้ฟังอีกว่า หลังจากนั้นพวกโจรแสบก็จะสังเกตดูพฤติกรรมของแขกที่เข้ามาพัก ดูลักษณะความภูมิฐาน พักห้องไหน เมื่อล็อกเป้าหมายได้แล้ว ก็อาศัยช่วงที่แขกออกไปทำธุระ สะเดาะกลอนประตูเข้าไปเปิดเซฟ ฉกเงินและของมีค่าไปในที่สุด โดยได้เงินไปถึง 7.2 หมื่นบาท ซุกซ่อนใส่กระเป๋าเดินทางหลบหนีไป แต่เจ้าหน้าที่ก็ตามรวบได้ที่คอนโดในซอยสุขุมวิท 107 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ขณะนำหลักฐานไปทำลายทิ้ง

พฤติกรรมที่ฟังดูเหมือนง่าย แต่การกระทำเช่นนี้กลับสร้างพิษบาดแผลให้กับแขกโรงแรม และแน่นอนว่าหน้าตาของประเทศไทย เมื่อแขกที่พักก็เป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยว แต่กลับเกิดเรื่องเดือดร้อนเข้าจนได้ แต่ยังดีที่ตำรวจไทยกู้หน้าเอาไว้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นบ้านเราคงดังเป็นพลุแตก

แต่เมื่อพินิจพิเคราะห์ดูแนวทางการทำงานของคนร้าย ที่ทำไมถึงมีวิชาสะเดาะกลอน หรือสามารถถอดตู้เซฟได้ เรื่องนี้ก็ถึงบางอ้อ เมื่อตำรวจเผยว่าหลังจากตรวจสอบประวัติของคนร้าย พบว่านายประดิษฐ์ในอดีตเคยเป็นพนักงานโรงแรมหลายแห่ง รู้กลไกในแต่ละห้องพักเป็นอย่างดี ซ้ำร้ายเคยก่อเหตุลักทรัพย์ของแขกที่มาพักหลายราย ทั้งใน กทม.และที่เชียงใหม่ ถูกจับกุมส่งเข้าคุกไปแล้ว แต่ก็ยังไม่เข็ด

“ซ้ำร้ายเมื่อไปอยู่ในคุก กลับไปร่ำเรียนวิชามิจฉาชีพเปิดตู้เซฟกันอีก ทำให้มีความช่ำชองในเรื่องนี้ ประกอบกับออกมาแล้วก็ไม่รู้จะทำอาชีพอะไร เลยยึดอาชีพโจรมันเสียเลย โดยนายประดิษฐ์จะชักชวนเพื่อน คือนายเดชาให้มาทำด้วย โดยให้นายเดชาเป็นคนดูต้นทางและเปิดห้องพักไว้ ส่วนนายประดิษฐ์มีหน้าที่เปิดตู้เซฟ และดูลักษณะภูมิฐานของแขกที่มาเข้าพัก เมื่อรู้พฤติกรรมของแขก โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ชอบไปท่องราตรียามค่ำคืน เมื่อแขกไม่อยู่ก็ฉวยจังหวะก่อเหตุ”

พ.ต.ท.ปิโยรส ยังบอกอีกว่า วิธีอีกอย่างที่คนร้ายจะเช็กแขกคือ จะโทร.ไปตามห้องของเหยื่อ หากไม่มีคนรับสายก็หมายถึงไม่มีคนอยู่ในห้อง จังหวะนั้นก็ง่ายต่อการเข้าไปขโมยทรัพย์สินของมีค่า

ส่วนแนวทางการจับกุม เมื่อตำรวจรู้เบาะแสเป็นชื่อของนายเดชาที่มาแจ้งเข้าพัก จึงสืบเสาะไปตามคดีเก่าๆ และภาพจากกล้องวงจรปิด ทำให้เห็นหน้านายประดิษฐ์อย่างชัดเจน ทำให้ตำรวจทราบทันทีว่า “หมอนี่มันเคยมีประวัติก่อเหตุมาก่อน”

เมื่อสืบเสาะจนรู้ที่พัก เจ้าหน้าที่จึงรีบจัดการทันที วางกำลังปิดล้อมคอนโดในซอยสุขุมวิท 107 เข้าจับกุมก่อนที่คนร้ายจะไหวตัวทัน และรีบออกจากพื้นที่ กระทั่งตามรวบคาคอนโดได้

เมื่อค้นดูก็พบว่านายประดิษฐ์ถือเป็นตัวแสบในวงการขโมยตามโรงแรม อีกทั้งยังพ่วงประวัติมาอย่างโชกโชน เคยร่วมกับพวกก่อเหตุลักตู้นิรภัย โรงแรมใบหยก และลักทรัพย์ในโรงแรม จ.เชียงใหม่ เคยต้องโทษจำคุกตั้งแต่ปี 2549 และเพิ่งพ้นโทษเมื่อเดือน ก.ค. 2552 ก็กลับไปทำงานเป็นพนักงานโรงแรมบางกอกบูติค ในซอยสุขุมวิท 19 และก่อเหตุขโมยบัตรเครดิตของแขกชาวต่างชาติไปกดเงินจำนวน 8 หมื่นบาท จนถูกไล่ออก แต่ก็ไม่เข็ด ไม่หลาบจำ

การจับกุมหัวขโมยสองรายนี้ จึงถือเป็นการกู้ชื่อให้ประเทศไทยและสถานประกอบการโรงแรมอีกครั้ง เพราะส่วนใหญ่แขกที่มาพักก็เป็นชาวต่างชาติที่หอบเงินมาจับจ่ายใช้สอย มาเที่ยวมาพักผ่อนกัน แต่เมื่อมาโดนลักทรัพย์เช่นนี้ พลันจะเกิดคำถามตามมาได้ว่า “ขนาดในห้องพักของโรงแรมที่มีตู้เซฟยังไม่ปลอดภัย แล้วที่ไหนจะปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว” เรื่องนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันจัดการ

ส่วนคนร้าย ในเมื่อคำสอนของผู้ใหญ่ที่ปลูกฝังกันมาไม่เข้าไปในหัว เห็นทีต้องให้ “ตะราง” ช่วยขัดเกลานิสัยเสียแล้ว